ต้มยำกุ้ง VS โควิด-19 ความเหมือนที่แตกต่างกัน

เป็นระยะเวลากว่า 2  ปีแล้วที่โควิด-19 ได้พรากทั้งเวลาและโอกาสของเราทุกคนไป โควิด-19 เป็นโรคระบาดที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ สาธารณสุขและสังคมไปทั่วโลก ทุกคนได้รับผลกระทบหมดไม่ว่าจะทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้หลายธุรกิจต้องปิดตัวลงไปโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือธุรกิจ SME ส่งผลให้มีแรงงานจำนวนมากต้องตกงาน  ซึ่งในปัจจุบันสถานการณ์ได้แย่ลงเรื่อย ๆ และยังไม่รู้ว่าวิกฤตรอบนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด  ซึ่งเมื่อเทียบกับเมื่อ 24 ปีที่แล้ว ที่ไทยก็ได้ประสบปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ นั่นก็คือ วิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย หรือ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ซึ่งทั้ง 2 วิกฤตนี้ มีต้นเหตุที่เกิดขึ้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ทั้ง 2 วิกฤตนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมากและถ้าเปรียบเทียบกัน ณ ตอนนี้ หรือในตอนนั้นทั้ง 2 วิกฤตนั้นมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เราลองมาเริ่มย้อนไปที่วิกฤตต้มยำกุ้งกันก่อนเลย

วิกฤตต้มยำกุ้ง

วิกฤตต้มยำกุ้งหรือที่เรียกว่า  วิกฤตการเงินของเอเชีย ปีพ.ศ. 2540-2541 ที่อาจจะมีสาเหตุเริ่มต้นจากไทย เมื่อในตอนนั้นที่ไทยต้องการเปิดเสรีทางการเงิน ซึ่งในขณะนั้นเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติมโตขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เฉลี่ยประมาณ 8-12 % ของ GDP ซึ่งไม่สอดคล้องกับผลผลิตมวลรวมของประเทศ ประกอบกับมีการโจมตีค่าเงินบาทโดยนักเก็งกำไร ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาท   ทำให้ค่าเงินบาทค่าเงินบาทปรับลดต่ำลงอย่างมาก จากเดิมอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทคงที่ 25 บาท/ดอลลาร์ ไปอ่อนค่าสูงสุดที่ระดับ 56 บาท/ดอลลาร์ (ม.ค. 2541)  และเมื่อวิกฤตดังกล่าวขยายออกนอกประเทศ ค่าเงินของประเทศส่วนใหญ่ในทวีปเอเชียได้รับผลกระทบนี้เป็นวงกว้าง เช่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ฮ่องกง มาเลเซีย ลาว และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคด้วยเช่นกัน ตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงมาก รวมไปถึงราคาสินทรัพย์อื่น ๆทำให้หนี้ภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้น ภายหลังได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)  ทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุมค่าใช้จ่ายให้น้อยลง เก็บภาษีมากขึ้น สถาบันการเงินจึงมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น  

วิกฤตโควิด-19

โควิด-19 คือ โรคติดต่อซึ่งเกิดจากไวรัสโคโรนา การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เริ่มระบาดในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2562 ซึ่งมีการระบาดไปทั่วโลก ถึงขนาดที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ต้องประกาศใช้คำว่า Pandemic ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ระบาดขั้นสูงสุดทั่วโลก ต้นตอของไวรัสน่าจะเกิดจากไวรัสจากสัตว์ตัวกลางระบาดมาสู่คน เหตุการณ์ระบาดเป็นวงกว้างมากขึ้น เกิดเมื่อคนหนึ่งคนแพร่เชื้อไวรัสไปสู่คนกลุ่มใหญ่ผิดปกติ สถานการณ์ที่ยิ่งทวีความรุนแรงของการระบาดเป็นวงกว้างมากขึ้น โควิด-19 มีความรุนแรงของโรคที่เพิ่มขึ้นตามอายุและในผู้ที่มีโรคประจําตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังและโรคมะเร็ง ถึงแม้ว่าไวรัสชนิดนี้จะมีอัตราที่ทำให้เสียชีวิตไม่สูงเท่ากับไวรัสร้ายอื่นเช่น Ebola หรือ MERS เมื่อเทียบกับผู้ติดเชื้อทั้งหมด (2.12% ข้อมูลจาก John Hopkins เมื่อ ก.ค.2564) แต่ก็คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 4.2 ล้านคน

เทียบกันชัด ๆ ความแตกต่างของวิกฤต ต้มยำกุ้ง พ.ศ.2540 VS โควิด-19 พ.ศ.2564

ความแตกต่างกันของทั้ง 2 วิกฤต

สาเหตุ

  • วิกฤตต้มยำกุ้ง จากนโยบายค่าเงินบาทลอยตัว กดให้ค่าเงินบาทลดลงอย่างมากในประเทศไทย พ.ศ.2540 แต่หากมองในอีกด้านหนึ่ง การที่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าทำให้เป็นโอกาสของกลุ่มส่งออกที่ช่วยหนุนรายได้ของผู้ประกอบการในภาคการส่งออก 
  • วิกฤตโควิด-19 โรคติดต่อซึ่งเกิดจากไวรัสโคโรนา เริ่มระบาดในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน พ.ศ.2562 ซึ่งมีการแพร่ระบาดไปทั่วโลก

ผู้ที่ได้รับผลกระทบ 

  • วิกฤตต้มยำกุ้ง กระทบนายทุน นักธุรกิจ ธนาคาร สถาบันการเงิน นักเก็งกำไร มีการปิดสถาบันการเงินกว่า 50 แห่ง ส่งผลให้นายทุน หรือนักธุรกิจรายใหญ่ต่าง ๆ ที่ไปกู้เงินมาก็เจ๊งหรือล้มละลาย 
  • วิกฤตโควิด-19 กระทบคนในทุกระดับชั้น และทุกสายอาชีพ โดยผลกระทบมีความรุนแรงแตกต่างกันออกไป อย่างเช่น กระทบภาคธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ผู้คนไม่สามารถท่องเที่ยวได้ง่ายเหมือนเดิม และกระทบต่อธุรกิจ SME ซึ่งเป็นกลุ่มขับเคลื่อน GDP ของประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับคนและรองรับการจ้างงาน เมื่อกระทบธุรกิจ SME ก็ทำให้มีคนตกงานจำนวนมากเนื่องจากธุรกิจทยอยปิดกันหมด  ทำให้การหางานใหม่เป็นเรื่องที่ยาก

ผู้มีบทบาทสำคัญ 

  • วิกฤตต้มยำกุ้ง นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์การเงิน
  • วิกฤตโควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์

ปัญหาเศรษฐกิจ 

  • วิกฤตต้มยำกุ้ง เกิด “ภาวะฟองสบู่” คือ ภาวะที่สินค้าราคาแพงกว่าความเป็นจริง  สภาพการผลิตและการลงทุนไม่สอดคล้องกัน ทำให้เกิดหนี้ภาคครัวเรือนมากขึ้น 
  • วิกฤตโควิด-19 เกิด “ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ” ทำให้หนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นจากการลดลงของรายได้

รายได้จากการท่องเที่ยว 

  • วิกฤตต้มยำกุ้ง เนื่องจากค่าเงินบาทลดลงมาก ทำให้สินค้าไทยถูกลงในสายตาชาวต่างชาติ ชาวต่างชาติจึงมาท่องเที่ยวในไทย กลายเป็นโอกาสของภาคธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น จึงทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น ค่อย ๆ เริ่มฟื้นคืนกลับมา 
  • วิกฤตโควิด-19 ธุรกิจเดินทางระหว่างประเทศทั่วโลกหยุดชะงักเพื่อชะลอการระบาด ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศหายไป 

เหตุการณ์สำคัญ 

  • วิกฤตต้มยำกุ้ง
    • ค่าเงินบาทอ่อนค่าสูงสุด 56 บาท/ดอลลาร์ (ม.ค. 2541)
    • สถาบันการเงินปิดตัวลงกว่า 20 แห่ง เช่น ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ ธนาคารศรีนคร ธนาคารแหลมทอง ฯลฯ
    • ตึกสาธรยูนิค ทาวเวอร์ ตึงร้างกลางกรุง  
  • วิกฤตโควิด-19
    • หน้ากากอนามัย กลายเป็นสินค้าขาดตลาด
    • ธุรกิจการบิน เช่น การบินไทย AirAsia ประกาศหยุดบิน และเลื่อนจ่ายเงินเดือนพนักงาน
    • ห้างสรรพสินค้า เปิดได้เฉพาะแผนกซูเปอร์มาร์เก็ต ยาและเวชภัณฑ์
    • มาตรการ Lockdown ที่กระตุ้นให้ประชาชนไม่เดินทางออกนอกบ้าน

การเปลี่ยนแปลง

  • วิกฤตต้มยำกุ้ง 
    • ทำให้การควบคุมของแบงก์ชาติมีความรัดกุมมากขึ้น โดยจัดระเบียบใหม่-กฏเกณฑ์ใหม่ ทำให้ระบบการเงินของสถาบันการเงินมีมาตรการที่มั่นคงขึ้น 
    • คนที่ตกงานในด้านธนาคารและการเงิน ก็ใช้เวลาไม่นานในการหางานใหม่ เพราะภาคธุรกิจบริการอย่างเช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ขนส่ง และการโรงแรมรุ่งเรืองมากขึ้น คนที่ตกงานหรือผู้คนก็เริ่มปรับเปลี่ยนมาทำอาชีพในด้านธุรกิจบริการมากขึ้น
  • วิกฤตโควิด-19 
    • ทำให้ต้องหันมาให้ความสำคัญกับระบบอนามัยและสาธารณะสุขของประเทศมากขึ้น
    • ภาคธุรกิจอาจจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง ธุรกิจบริการได้รับผลกระทบหนัก อย่างเช่น ธุรกิจเสริมความงาม ร้านนวด คนขับรถสาธารณะ เพราะไม่สามารถเปิดให้บริการได้ และภาคธุรกิจ SME ท่องเที่ยว โรงแรมและศูนย์การค้า ก็ต้องปรับตัวจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หันมาทำออนไลน์มากขึ้นเพราะปัจจุบันดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทต่อพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น

ความเหมือนกันของทั้ง 2 วิกฤต 

  • ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการดำเนินชีวิต 
    • รูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้คนให้เปลี่ยนแปลงไป อย่างธุรกิจที่มั่นคงมากหรืออาชีพที่คงไม่มีใครคิดว่าจะตกงาน อย่างเช่น นักธุรกิจ นายทุน ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ธุรกิจร้านอาหาร สายการบิน ธุรกิจโรงแรม  ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 
  • การปรับการใช้ชีวิตใหม่
    • ผู้คนมักจะเก็บเงินสดให้อยู่กับตัวเองมากขึ้น หรือมีการวางแผนการเงินและการออมมากขึ้น การออมอาจจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบเงินฝากอย่างเดียว ใช้จ่ายเฉพาะจำเป็น อีกทั้งผู้คนยังพยายามมองหาช่องทางที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มจากช่องทางเดียว ซึ่งอาจทำให้เกิดอาชีพใหม่ขึ้น

ปฎิเสธไม่ได้ว่ายุคเศรษฐกิจรุ่งเรืองคงผ่านเราไปแล้ว ยุคเศรษฐกิจฝืดตัวกำลังจะเข้ามา ถ้าโควิด-19 หายไปได้แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นคืนตัวได้อย่างรวดเร็ว จากนี้คนไทยและธุรกิจจึงต้องปรับตัวอีกครั้ง แม้จะผ่านการปรับตัวมานับครั้งไม่ถ้วน ทุกคนคิดถึงการใช้ชีวิตปกติ ซึ่งเหตุการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์ ได้ให้บทเรียนกับเราอย่างมาก การทำธุรกิจที่คิดว่ามั่นคงแล้วอาจจะไม่ได้มั่นคงเสมอไป ทุกคนต้องมีแผนในการรับมือหรือป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งกลับกลายเป็นว่าทุกธุรกิจต้องมีออนไลน์เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ และจากสถานการณ์ที่มีแต่ความไม่แน่นอน การมีเงินจากหลายช่องทางจะช่วยให้มีสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้นและสุดท้ายก็คือการหันมาให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ผู้ประกอบการธุรกิจท่านใดที่ประสบปัญหาทางการเงิน Credit OK เป็นแพลตฟอร์มที่ให้เครดิตในการซื้อขายสำหรับธุรกิจ SME ซึ่งสามารถกู้ยืมเงินได้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการได้อย่างรวดเร็วและมีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมผลิตภัณฑ์ทางการเงินและประกันภัยสำหรับธุรกิจ สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.creditok.co หรือศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ SME เพิ่มเติมได้ที่ https://blog.creditok.co/ และสุดท้าย Credit OK ขอเป็นกำลังใจให้ทุก ๆ คนค่ะ