ภาษีที่ผู้ประกอบการ SME ควรรู้มีอะไรบ้าง ?

ภาษี เป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับการประกอบธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไรก็ตามและสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจก็จะมีรูปแบบการเสียภาษีที่แตกต่างกับบุคคลธรรมดา ถึงแม้ว่าเรื่องภาษีถือเป็นเรื่องที่ยุ่งยากที่จะทำความเข้าใจ แต่ผู้ประกอบการก็ควรที่จะทำความเข้าใจในเรื่องของภาษีที่ต้องชำระให้ดี โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME เพราะมีผู้ประกอบการหลายคนคิดว่าเป็นธุรกิจขนาดเล็กอาจจะยังไม่ต้องเสียภาษี แต่ในความเป็นจริงแล้วการประกอบธุรกิจ SME สามารถทำได้ทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบนี้แตกต่างกันอย่างไร ในครั้งนี้ทาง Credit OK จะมาแนะนำรูปแบบของการเสียภาษีของธุรกิจ SME  เพราะการวางแผนภาษีเป็นเรื่องที่ควรทำตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ อันดับแรกคือ เริ่มจากการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย โดยรายได้จะนับรอบ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 31 ธันวาคมของทุกปี เพราะฉะนั้นต้องทำบัญชีรายรับไว้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะทำหน้าที่ยื่นแบบตามกฎหมาย

1. ภาษีเงินได้

แบ่งออกเป็น ผู้ประกอบการ SME ที่ไม่ได้เป็นนิติบุคคล และ ผู้ประกอบการ SME ที่เป็นนิติบุคคล

  • ผู้ประกอบการ SME ที่ไม่ได้เป็นนิติบุคคล

หมายถึง ผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ประกอบกิจการให้บริการ การผลิต ค้าปลีก ค้าส่ง และต้องนำรายได้มาคำนวณเพื่อหักภาษีตามเกณฑ์การประเมิน ซึ่งสามารถหักแบบเหมาจ่าย หรือขอหักตามความจำเป็นและสมควรได้ รวมทั้งสามารถหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ ได้ด้วย และจะต้องเสียภาษีได้ไม่น้อยกว่า 50% ของยอดเงินได้พึงประเมินที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน โดยไม่คำนึงว่าในปีนั้น ๆ จะมีผลกำไรหรือขาดทุน

  • ผู้ประกอบการ SME ที่เป็นนิติบุคคล

สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคลในรูปแบบบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ผู้ประกอบการประเภทนี้จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยกรมสรรพากรเป็นผู้จัดเก็บเพื่อนำส่งรายได้ให้กับรัฐบาล โดยจัดเก็บในอัตราสูงสุดไม่เกิน 30% ของกำไรสุทธิ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการแบบไหน ต้องยื่นภาษี 2 ครั้งต่อปี คือ

บุคคลธรรมดา : แบบภาษีบุคคลธรรมดาครึ่งปี ใช้ ภ.ง.ด.94 และภาษีเงินได้ประจำปีใช้ ภ.ง.ด.90

นิติบุคคล : แบบภาษีเงินได้ครึ่งปีใช้ ภ.ง.ด.51 และภาษีเงินได้ประจำปีใช้ ภ.ง.ด.50

ผู้ประกอบการควรตัดสินใจตั้งแต่เริ่มต้นว่าธุรกิจจะเป็นแบบบุคคลธรรมดา หรือแบบนิติบุคคล เนื่องจากแต่ละรูปแบบมีอัตราการเสียภาษีที่แตกต่างกัน หากธุรกิจมีรายได้สุทธิมากกว่า 750,000 บาทต่อปี ควรจดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคลเนื่องจากผู้ประกอบการจะเสียภาษีเงินได้อยู่ที่ 15% ซึ่งน้อยกว่าอัตราภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาที่จะต้องเสียภาษีเงินได้อยู่ที่ 20%

2. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ภาษีชนิดนี้มีความหมายตรงตัว ก็คือถ้าเรามีการจ่ายเงินเกิดขึ้น ผู้จ่ายเงินตามที่ตกลงกันไว้จะต้องหักเงินจำนวนหนึ่งไว้ จะเป็นค่าจ้างหรือค่าอะไรก็ได้ เพื่อนำเงินส่งภาษีให้กับภาครัฐแทนผู้รับเงิน ไม่ว่าจะเป็นภาษีบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม อย่างเช่น ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการและมีการจ้างงาน คุณจะต้องหักเงินเดือนให้กับลูกจ้าง แต่ก่อนที่จ่ายเงินเดือนให้กับลูกจ้างจะต้องมีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของลูกจ้างไว้ด้วย และเงินภาษีที่หักออกมาจากเงินเดือนของลูกจ้างจะต้องนำส่งสรรพากรด้วย หากไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ต้องมีโทษปรับและต้องร่วมรับผิดชอบกับผู้มีเงินได้

 ข้อดีของภาษีลักษณะนี้ก็คือ เป็นการทยอยเสียภาษีครั้งละไม่มากในแต่ละครั้งที่รับเงิน ซึ่งดีกว่าการเสียภาษีทีเดียวเป็นเงินก้อนใหญ่ ช่วยลดภาระภาษีของผู้มีเงินได้ตอนปลายปี แต่ในทางกลับกันถ้าคุณเป็นฝ่ายได้รับเงิน คุณจะไม่ได้รับเงินเต็มจำนวนจากลูกค้าของคุณ เพราะลูกค้าก็จะหักภาษีและนำส่งสรรพากรเช่นเดียวกัน ซึ่งจะมีเอกสารรับรองหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งผู้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย สามารถนำเอกสารนี้ไปขอคืนภาษีจากรัฐตอนสิ้นปีหรือนำไปลดภาระภาษีได้

3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

คือ ภาษีที่จ่ายอยู่ในชีวิตประจำวัน หรือรู้จักในกันในนามของ Vat เป็นภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มจากมูลค่าสินค้าหรือบริการที่มีการซื้อขาย โดยภาษีมูลค่าเพิ่มจากราคาขายนี้หรือ “ภาษีขาย” เป็นภาษีที่ต้องนำส่งกรณีขายมากกว่าซื้อ และหากคุณไปซื้อสินค้าหรือบริการที่ผู้ขายมีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายไปในราคานี้ก็จะเรียกว่า “ภาษีซื้อ” ซึ่งผู้ที่จัดอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มต้องนำส่งหรือขอเครดิตเงินคืนกับสรรพากรภายในเวลาที่กำหนดได้ โดยคำนวณเงินภาษีจาก

  • ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งเพิ่ม = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ (กรณีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ)
  • ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอเครดิตคืน = ภาษีซื้อ – ภาษีขาย (กรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย)

โดยผู้มีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT ก็คือผู้ประกอบการมียอดขายมากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ถ้าเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่มียอดขายน้อยกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ต้องไปจดทะเบียน VAT ก็ได้ ปัจจุบันอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มคือ 7% จากยอดมูลค่าสินค้าและบริการ

4. ภาษีบำรุงท้องที่

สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของที่ดิน  ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ไม่อยู่ในข้อยกเว้นภาษี เช่น ที่รกร้าง อาคารพาณิชย์ โดยต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ในเดือนเมษายนของทุก

5. ภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง

สำหรับผู้ประกอบการที่ธุรกิจหอพัก ห้องเช่า อพาร์ทเมนท์ เมื่อมีรายได้จากการเปิดเช่า จะต้องเสียภาษี 12.5% ต่อปีของรายได้จากค่าเช่า และต้องชำระภาษีส่วนนี้ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอที่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี 

6. ภาษีป้าย

ป้ายที่ต้องเสียภาษี คือ ป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อ เครื่องหมายการค้า ที่ใช้โฆษณาเพื่อหารายได้ โดยแสดงเป็นอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียนบนวัสดุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นป้ายติดหน้าร้าน ป้ายโฆษณา ซึ่งผู้ประกอบการควรตรวจสอบก่อนว่าการติดป้ายลักษณะไหนจะต้องเสียภาษีหรือได้รับการยกเว้น โดยภาษีป้ายจะคิดจากขนาดของป้ายเริ่มต้นที่ 200 บาท ต้องยื่นชำระที่สำนักงานเขตหรืออำเภอที่ตั้งของป้ายภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

7. ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ได้แก่ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการเงิน หลักทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์

นอกจากนี้ยังมีภาษีสรรพาสามิต อย่างเช่น ธุรกิจที่ขายเครื่องดื่ม และมีภาษีศุลกากร กรณีเป็นธุรกิจนำเข้าและส่งออก แต่โดยส่วนใหญ่แล้วนิติบุคคลทั่วไปจะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาษีที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ควรรู้ในการดำเนินธุรกิจ กฎหมายกำหนดให้ธุรกิจมีหน้าที่ต้องคำนวณและจ่ายภาษีไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ถ้าไม่จ่ายหรือหลีกเลี่ยงภาษีถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งอาจถูกสรรพากรตรวจสอบและถูกเรียกค่าปรับย้อนหลังได้ ซึ่งการทำให้ถูกต้องจะทำกิจการของคุณดำเนินธุรกิจไปได้อย่างสบายใจหายห่วง และเมื่อทำความเข้าใจแล้วจะพบว่าการเสียภาษีไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด และสามารถวางแผนภาษีให้คุ้มค่าแก่กิจการได้อีกด้วย ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ SME เพิ่มเติมได้ที่ https://blog.creditok.co/

ที่มา

https://www.rd.go.th

https://bsc.dip.go.th