ขายของอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าในช่วงเทศกาล (Special Event Pricing)

ขายของอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าในช่วงเทศกาล (Special Event Pricing)

ขายของอย่างไร
ให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนมาถึงเดือนธันวาคมที่ใกล้จะสิ้นปีแล้ว ซึ่งในเดือนนี้มีหลายเทศกาลที่ใครหลายคนเฝ้าคอย ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลคริสต์มาส วันสิ้นปีหรือวันขึ้นปีใหม่ จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ผ่านมา ตั้งแต่แคมเปญต้นปีอย่าง 1.1 จนปลายปี 12.12 เหมือนเป็นวันวันช้อปปิ้งที่ทุกคนรอคอย แพลตฟอร์มบน E-commerce หรือห้างสรรพสินค้าต่างก็ลดราคากันหมด และผู้บริโภคเกิดการช้อปปิ้งออนไลน์อย่างหนักหน่วง  จึงเป็นโอกาสของธุรกิจ เพราะในช่วงเวลาเทศกาลอย่าง “Year End SALE” หรือ “New Year SALE”  เป็นช่วงเวลาที่คนรู้สึกว่ามันพิเศษ ผู้บริโภคมักจะตัดสินใจซื้อสินค้าง่ายขึ้น  บางคนอาจจะสะสมเงินมาทั้งปีเพื่อใช้จ่าย ซื้อของเพื่อเป็นของขวัญให้กับตัวเองหรือของขวัญให้ผู้อื่น แล้วธุรกิจจะงัดกลยุทธ์มาขายอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ามากที่สุด ไปดูกันเลยค่ะ

1. ถุงสุ่มหรือกล่องสุ่มสินค้า 

กล่องสุ่มสินค้าหรือ Lucky bag คือ การซื้อสินค้าโดยที่ข้างในอาจจะมีสินค้าที่มีมูลค่ามากกว่าหรือน้อยกว่าเงินที่เสียไป

กล่องสุ่มสินค้าหรือ Lucky bag คือ การซื้อสินค้าโดยที่ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไรบ้าง โดยที่ข้างในอาจจะมีสินค้าที่มีมูลค่ามากกว่าหรือน้อยกว่าเงินที่เสียไป เป็นกลยุทธ์ที่มีประโยชน์ต่อทั้งร้านค้าและลูกค้า

  • ร้านค้า : เป็นคนสุ่มและเลือกของให้กับลูกค้า  ทำให้ร้านค้าจัดการสต็อกง่ายขึ้น สามารถเฉลี่ยระบายสินค้าที่มีมากออกไปได้เร็วขึ้น หรือเป็นโอกาสให้ร้านค้าส่งสินค้าใหม่ให้ลูกค้าได้ลอง ก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกได้รับสิทธิพิเศษได้ลองก่อนใคร อีกทั้งถ้าลูกค้าชอบอาจมีการกลับมาซื้อแยกเฉพาะชิ้นได้ โดยร้านค้าสามารถเลือกได้ว่าสินค้าที่ใส่ไปจะมีมูลค่ามากกว่าหรืออาจจะน้อยกว่าที่จ่ายเงินซื้อไป  แต่ก็ควรระวังหากมีการโละของใกล้หมดอายุมาในกล่องเป็นจำนวนมาก หรือของที่ได้รับมีมูลค่าน้อยกว่าเงินที่จ่ายไปมาก ลูกค้าอาจเกิดความรู้สึกเชิงลบได้
  • ลูกค้า : ความคุ้มค่าและความตื่นเต้นในการเปิดกล่อง สนุกเหมือนได้ชิงโชค เป็นอันดับต้น ๆ ในการตัดสินใจในการซื้อของลูกค้า ลูกค้าที่ซื้อสินค้าแบบกล่องสุ่มมักจะประเมินตัวเองแล้วว่าสินค้าอุปโภคหรือบริโภคของร้านส่วนใหญ่ลูกค้าใช้ได้  ทั้ง ๆ ที่ลูกค้าสามารถเลือกซื้อของที่ตัวเองต้องการเองได้ แต่ลูกค้าที่ยินดีซื้อกล่องสุ่มสินค้า 

2. การลดราคา

การลดราคาเป็นกลยุทธ์ที่สามารถดึงดูดลูดค้าที่มีความอ่อนไหวได้ง่าย ยิ่งกระตุ้นความต้องการของลูกค้ามากขึ้น
  • ตั้งราคาล่อตาล่อใจ : การลดราคาเป็นกลยุทธ์ที่สามารถดึงดูดลูดค้าที่มีความอ่อนไหวได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นช่วงเทศกาลยิ่งกระตุ้นความต้องการของลูกค้ามากขึ้น หากทางร้านไม่ได้ลดราคาบ่อย ๆ ลูกค้าจะคิดว่าถ้าพลาดครั้งนี้อาจไม่มีสินค้านี้แล้ว หรือครั้งหน้าก็ต้องจ่ายราคาเต็ม 
  • จำกัดด้านเวลา :  Flash sale ลดราคาพิเศษในเวลาจำกัด หรือนับถอยหลัง countdown เวลาในการลดราคา ก็ยิ่งกดดันให้ลูกค้าต้องรีบตัดสินใจซื้อ อีกทั้งยังทำให้แบรนด์ไม่ต้องลดราคาตลอดเวลา

3. เงื่อนไขพิเศษโดยไม่ต้องลดราคา

เงื่อนไขพิเศษโดยไม่ต้องลดราคา
  • ระยะเวลาชำระเงินที่มากขึ้น : ช่วงเทศกาลเป็นอะไรที่คนมักจะมีโอกาสเสียเงินก้อนใหญ่ได้ง่าย การขยายเวลาการให้กู้ยืมเป็นระยะเวลานานขึ้นเพื่อลดการชำระเงินรายเดือนให้กับลูกค้า ซึ่งหากร้านค้าขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ อาจเข้าร่วมแคมเปญการชำระเงินของแพลตฟอร์มนั้น ๆ อย่างเช่น การผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิต รวมถึงการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL)  เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จูงใจลูกค้า
  • ค่าส่งแบบเหมา : เพราะลูกค้ามักเสียดายค่าส่ง หากซื้อน้อยชิ้นก็ไม่คุ้มกับค่าส่ง ไหน ๆ อย่างโปรโมชั่นของคุณแม่ค้าออนไลน์ท่านหนึ่งที่ขายทุกอย่างโดยคิดค่าส่งเหมาบิลละ 111 บาท ซื้อกี่ชิ้นก็ค่าส่งเท่าเดิม ทำให้ลูกค้าเลือกที่จะสั่งหลาย ๆ ชิ้น เพราะไหน ๆ ก็เป็นค่าส่งแบบเหมา ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ามากกว่า และทางร้านก็ได้ประโยชน์จากการที่ลูกค้าสั่งสินค้าครั้งละหลายชิ้น
  • ตั้งราคาตามหลักจิตวิทยา : ตั้งราคาโดยอาศัยความรู้สึกของผู้ซื้อที่มีต่อราคา เช่น กำหนดให้ราคาลงท้ายด้วยเลขคี่ โดยจะให้ลงท้ายด้วยเลข 9 เช่น 49 บาท 99 บาท 199 บาท หรือกำหนดให้ราคาลงท้ายด้วยเลขคู่หรือจำนวนเต็ม เช่น 100 บาท 1,500 บาท 2,000 บาท ซึ่งเหมาะกับสินค้าที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ หรือสินค้าเกรดพรีเมียม
  • ซื้อให้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด : บางช่วงทางร้านอาจมีโปรโมชันอย่าง “ซื้อครบ 500 บาท ส่งฟรี” ซึ่ง หรือแค่เพิ่มเงินอีกไม่กี่บาทก็ได้ส่วนลดหรือของแถมสุดพิเศษจากทางร้าน ซึ่งทางร้านอาจบวกต้นทุนของสินค้าให้ได้ถึงเกณฑ์ที่ทางร้านพอใจ

4. การ Collab แบรนด์

 Collaboration คือการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์หรือระหว่างแบรนด์กับบุคคล  โดยนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความแปลกใหม่และความสนุกให้กับแบรนด์มากขึ้น

Collab หรือ Collaboration คือการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์หรือระหว่างแบรนด์กับบุคคล  โดยนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความแปลกใหม่และความสนุกให้กับแบรนด์มากขึ้น ยิ่งในช่วงเทศกาลที่อาจนำลูกเล่นเกี่ยวกับของขวัญ จัดเซทคู่กันของแบรนด์ หรือออกผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกัน ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็จะมีกลุ่มลูกค้าที่ต่างกัน ก็ทำให้ได้ลูกค้าประจำของแต่ละแบรนด์ อีกทั้งอาจจะได้กลุ่มลูกค้าใหม่ที่กำลังมองหาสินค้าช่วงเทศกาลได้เช่นกัน

5. ข้อเสนอสุดพิเศษเพิ่มความ Loyalty

ทุกแบรนด์และแพลตฟอร์มมักจะต้องการลูกค้าใหม่ ๆ เพื่อสร้างฐานลูกค้า โดยมักจะมีโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าใหม่โดยเฉพาะ เพราะธุรกิจที่มีฐานลูกค้ามากย่อมได้เปรียบกว่าเจ้าอื่น ๆ  แต่ก็ไม่ควรละเลยลูกค้าเก่

ทุกแบรนด์และแพลตฟอร์มมักจะต้องการลูกค้าใหม่ ๆ เพื่อสร้างฐานลูกค้า โดยมักจะมีโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าใหม่โดยเฉพาะ เพราะธุรกิจที่มีฐานลูกค้ามากย่อมได้เปรียบกว่าเจ้าอื่น ๆ  แต่ก็ไม่ควรละเลยลูกค้าเก่า โดยอาจมีโปรโมชันพิเศษให้กับลูกค้าเก่าหรือสมาชิกโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น ของแถมเมื่อซื้อสินค้าครบตามยอดที่กำหนดหรือได้รับของสมมนาคุณ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษกว่าลูกค้าใหม่หรือลูกค้าทั่วไป กระตุ้นให้ลูกค้าเก่ากลับมาใช้บริการภายในร้านมากขึ้น 

การตั้งราคาสินค้านั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการทำธุรกิจ ราคาโปรโมชันไม่จำเป็นต้องลดราคาเสมอไป ซึ่งอาจจะมีประสิทธิภาพสำหรับช่วงเทศกาล แต่ไม่ใช่กลยุทธ์ระยะยาวที่ดีที่สุด สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือการมองสถานการณ์ของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคให้ขาด เพื่อให้เจ้าของธุรกิจรู้จักปรับใช้กลยุทธ์การตั้งราคาได้ตรงกับประเภทสินค้าและกลุ่มเป้าหมาย ยิ่งไปกว่านั้นช่วงเทศกาลวันหยุด แต่ผู้บริโภคไม่หยุดที่จะเล่นโซเชียลมีเดีย คุณจะต้องใช้งานแพลตฟอร์มทั้งหมดของคุณอย่างปกติหรือกระตุ้นหน้าเพจให้มากกว่าเดิม เพื่อเตรียมผู้ชมของคุณให้พร้อมสำหรับวันหยุดถัดไปและดึงดูดพวกเขาให้ซื้อสินค้าและบริการ 

ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ SME เพิ่มเติมได้ที่ https://blog.creditok.co/