SME อยากโกอินเตอร์ต้องทำยังไงบ้าง ?

เชื่อว่า “การขยายธุรกิจ” ไปยังต่างประเทศนั้นเป็นความใฝ่ฝันของผู้ประกอบการร้อยทั้งร้อย เพราะการได้เข้าไปอยู่ในตลาดของต่างประเทศ คือ การที่ธุรกิจของตนจะเป็นที่รู้จักและสามารถสร้างเครือข่ายสินค้าได้เป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น และยิ่งในสถานการณ์ที่บ้านเมืองและเศรษฐกิจของไทยในขณะนี้ การย้ายไปเติบโตในตลาดที่เศรษฐกิจดีก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ดังนั้น ผู้ประกอบการคนไหนที่กำลังวางแผนหรือมีความคิดอยากโกอินเตอร์ควรศึกษาและเรียนรู้ขั้นตอนเหล่านี้หากไม่อยากให้ธุรกิจล่มลงกลางทางซะก่อน

1. ศึกษาและหาตลาด

ขั้นตอนนี้สำคัญมากถ้าอยากโกอินเตอร์ เพราะหากไม่ศึกษาหรือมีความรู้เกี่ยวกับตลาดของประเทศที่เราอยากลงทุนก็อาจจะทำให้เสียทั้งเวลาและเงินทองไปโดยสิ้นเปลือง ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเริ่มหาตลาดจากการค้นหาเทรนด์การซื้อขายในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของประเทศเป้าหมายที่อยากเข้าไปลงทุน เช่น TAOPAO หรือ JD.com ของจีน Amazon หรือ eBay ของอเมริกา เป็นต้น เมื่อรู้เทรนด์ตลาดแล้วสิ่งที่ควรทำหลังจากนั้นคือการประเมินว่าสินค้าของตนเป็นที่นิยมและแตกต่างจากสินค้าอื่นในตลาดนั้น ๆ หรือไม่ เพราะหากสินค้าไม่เป็นที่นิยมก็มีความเสี่ยงที่คนอาจไม่สนใจ

2. สร้างแพลตฟอร์มหรือช่องทางการขายที่เป็นสากล

แน่นอนว่าหากแพลตฟอร์มที่ใช้ขายสินค้ายังมีแต่ภาษาไทยหรือยังมีรูปแบบที่ไม่ทันสมัยก็ไม่อาจดึงความสนใจของลูกค้าต่างชาติได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเพิ่มภาษาสากลอย่างภาษาอังกฤษหรือจีน (ขึ้นอยู่กับประเทศเป้าหมายที่อยากเข้าไปลงทุน) เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าใจรายละเอียดของสินค้าได้ และควรเพิ่มสกุลเงินอย่างเช่น ดอลลาร์ ยูโร หยวน ฯลฯ เข้าไปเพื่อที่ลูกค้าจะได้เทียบราคาได้ง่ายไม่ต้องไปเช็กเอง เพราะหากเช็กเองอาจทำให้เสียเวลาและเปลี่ยนใจไม่ซื้อสินค้าในภายหลังก็ได้

3. ศึกษาเกี่ยวกับกฎหมาย

ข้อนี้ถือว่าสำคัญมากในการค้าขายในตลาดของต่างชาติ เพราะก่อนจะเริ่มขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศผู้ประกอบการจะต้องศึกษากฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำธุรกิจระหว่างประเทศนั้น ๆ ให้ละเอียดรอบคอบเพื่อป้องกันความเสี่ยงและผลที่จะตามมาทีหลังหากดำเนินการขัดต่อกฎหมายของประเทศนั้น เช่น ควรศึกษากฎหมายการโฆษณาให้รอบคอบก่อนโปรโมทสินค้า เพราะบางประเทศ อย่างเช่น จีนมีกฎหมายที่ห้ามผู้ประกอบการใช้คำโฆษณาเกินจริงอย่างคำว่า “ดีที่สุด” “ระดับสูงสุด” หรือ “ระดับชาติ” เป็นต้น โดยผู้ที่ละเมิดกฎหมายนี้อาจถูกทางการจีนปรับเงินมากถึง 200,000 หยวน หรือประมาณ 1 แสนบาทกันเลยทีเดียว

4. การโปรโมทสินค้า

หากทำขั้นตอนอื่น ๆ เรียบร้อยแล้วขั้นตอนต่อมา คือ การโปรโมทสินค้า โดยการนำสินค้าไปลงในเว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสที่ขายส่งสินค้าระดับโลก เช่น Amazon eBay Aliexpress ฯลฯ หรือผู้ประกอบการก็สามารถสั่งสินค้าจากต่างประเทศมาขายได้ผ่าน AliExpress เพราะ สินค้ามีราคาถูกกว่าปกติ ทำให้ได้สินค้าในราคาต้นทุนต่ำ ผู้ขายใน AliExpress สามารถส่งของมาประเทศไทยได้โดยไม่คิดค่าขนส่ง แต่ผู้ซื้อก็ต้องทำความเข้าใจว่าการขนส่งจะใช้เวลานานกว่าปกติ นอกจากนี้ก็สามารถโปรโมทสินค้าโดยการนำสินค้าไปออกงาน Trade Fair ต่าง ๆ ในต่างประเทศ ซึ่งวิธีนี้อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าช่องทางออนไลน์ ดังนั้นผู้ประกอบการควรเลือกวิธีที่เหมาะกับธุรกิจของตนเองมากที่สุด

5. การจัดส่งสินค้า

ผู้ประกอบการควรเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และราคาไม่สูงมาก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มักตัดสินใจซื้อสินค้าจากค่าส่งด้วยเช่นกัน หากค่าส่งถูกก็มีโอกาสสูงที่ลูกค้าจะสนใจซื้อ อีกทั้งควรให้ความสำคัญกับการส่งอย่างยิ่งหากสินค้าเป็นอาหารที่สามารถเน่าบูดได้ง่าย รวมถึงควรจัดการเรื่องเอกสารการส่งออกให้ดีเพราะเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบของกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

ขั้นตอนที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและควรดำเนินการอย่างรอบคอบ เพราะหากดำเนินการหละหลวมอาจทำให้ธุรกิจประสบกับปัญหายากที่จะแก้ไขได้อย่างเช่นปัญหาด้านกฎหมาย ดังนั้นผู้ที่สนใจอยากให้ธุรกิจโกอินเตอร์จึงต้องคอยศึกษาเรื่องกฎหมายเพิ่มเติมและอัปเดตข้อมูลการตลาดอยู่ตลอดเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสที่อาจสร้างกำไรได้ หากสนใจสินเชื่อเกี่ยวกับธุรกิจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.creditok.co/

หรือศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ SME เพิ่มเติมได้ที่ https://blog.creditok.co/