ของมันต้องมี! ในการจัดการความเสี่ยงยุคใหม่

หลายคนมักขอให้ทุก ๆ วันของตัวเองเป็นวันที่ดี แล้วทุกคนเคยคิดไหมคะ ว่าถ้าวันนั้นเกิดเป็นวันแย่ ๆ หรือโชคไม่ดีของตัวเองเลยล่ะ จะทำยังไงดี ? ในชีวิตประจำวันนั้น อาจมีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับเราได้ทุกเมื่อ และความเสี่ยงของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน มีความเสียหายเกิดขึ้นไม่เท่ากัน และการยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันเช่นกัน  “การทำประกัน” จึงถือเป็น 1 ในวิธีการบริหารความเสี่ยง ซึ่งการทำประกันไม่ใช่เรื่องที่แย่ หลายคนยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประกัน คิดว่าการทำประกันก็เหมือนกับการแช่งตัวเอง หรือหลายคนไม่ยอมเสียเงินส่วนน้อยเพราะคิดว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งความจริงแล้วการทำประกันก็คล้ายกับการผ่อนสินค้า เพราะปกติการผ่อนสินค้าคือเราจะได้ของมาใช้ก่อนที่จะจ่ายเงินครบ แต่การทำประกันเป็นการทยอยจ่ายเงิน ซึ่งของที่ได้ก็คือความเสี่ยงที่ไม่มีใครอยากได้ ประกันภัยถือเป็นสินค้าทางการเงินที่ดีอย่างหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และสิ่งที่ควรตระหนักคือวัตถุประสงค์ของการทำประกันแต่ชนิด เพื่อที่จะใช้คุ้มครองความเสี่ยงนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร 

ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

1. ประกันสุขภาพ (Health insurance)

เป็นกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับการเจ็บป่วยหากต้องได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลแผนปัจจุบัน ซึ่งคนที่จะได้รับผลประโยชน์ คือ คือ ตัวผู้ทำประกัน (ผู้เอาประกันภัย) บริษัทประกันภัยที่รับประกันสุขภาพเป็นหลัก ได้แก่ Aetna, ไทยประกันสุขภาพ, Pacific Cross ฯลฯ จะให้ความคุ้มครองด้านค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยจากโรคภัย หรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุให้แก่ผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าการรักษาพยาบาลนั้นจะเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วย หรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ เช่น นาย A เป็นประกอบธุรกิจขายอาหาร แล้วเกิดเหตุต้องไปนอนโรงพยาบาลเพราะป่วย ซึ่งนาย A ได้ทำประกันสุขภาพกับบริษัทแห่งหนึ่งไว้ ก็จะสามารถเรียกร้องความคุ้มครองจากบริษัทประกันสุขภาพในเรื่องค่ารักษาพยาบาล ค่าหมอ ค่าห้อง ที่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล โดยขึ้นอยู่กับความคุ้มครองที่นาย A ได้ซื้อไว้ แต่ถ้านาย A ไม่ได้ทำประกันไว้ จะทำให้นาย A เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล นั่นถือเป็นข้อดีของการมีประกันไว้ และการพิจารณารับประกันภัยของบริษัทประกันภัยจะขึ้นอยู่กับสุขภาพและอายุของผู้เอาประกันภัยเป็นสำคัญ (คุ้มครองทุกโรค ยกเว้นโรคที่เป็นมาก่อนหน้านี้) และหากผู้มีโรคประจำตัวหลายอย่างหรือสุขภาพไม่ดี บริษัทอาจจะรับประกันภัยด้วยเบี้ยประกันภัยที่สูงกว่าคนปกติหรืออาจจะไม่รับประกันภัยเลยก็ได้ 

2. ประกันวินาศภัย (Non-Life Insurance)

เป็นการประกันภัยใด ๆ ที่ไม่ใช่การประกันชีวิต ​​​​​​​​​​​​​​​คือ การที่ผู้รับประกันภัยตกลงจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหากเกิดความสูญเสียหรือเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินที่ได้เอาประกันภัยไว้ ซึ่งความเสียหายสามารถเลือกได้ตามวงเงินที่จะคุ้มครอง โดยผู้เอาประกันภัยต้องชำระเบี้ยประกันภัย โดยส่วนใหญ่จะเป็นสัญญาแบบปีต่อปี ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 ประเภท* คือ การประกันอัคคีภัย การประกันภัยรถยนต์ การประกันทางทะเลและขนส่ง และการประกันภัยเบ็ดเตล็ด (เช่น อุบัติเหตุและอื่น ๆ) ซึ่งมีประโยชน์ในแง่ของการ​ให้ความคุ้มครองต่อทรัพย์สิน หากเกิดความเสียหายเกิดขึ้นผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทน สามารถนำไปจัดหาสินทรัพย์ใหม่มาทดแทนได้ และในแง่ของธุรกิจช่วยให้เกิดความมั่นคง​ ​โดยธุรกิจจะได้รับเงินชดเชยเพื่อนำมาดำเนินงานต่อไปได้ โดยไม่ต้องประสบกับปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน

* ที่มา https://www.oic.or.th

3. ประกันชีวิต (Life Insurance)

ประกันชีวิตจะให้ความคุ้มครองเฉพาะกรณีเสียชีวิตเท่านั้นไม่ว่าจะจากการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ ซึ่งก็ถือเป็นเงินก้อนใหญ่สำหรับหลาย ๆ คนทีเดียว แต่ผู้ที่ทำประกันชีวิตก็สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตไปใช้เป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับแบบทั่วไป และ 200,000 บาทสำหรับแบบบำนาญ บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้เนื่องจากการเสียชีวิตทุกกรณีหรือจากการมีชีวิตอยู่รอดตามระยะเวลาที่กำหนดขึ้นอยู่กับสัญญาประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะได้รับความคุ้มครอง จากการเสียชีวิตและการอยู่รอดเต็มจำนวนตามผลประโยชน์ที่ซื้อจากทุก ๆ กรมธรรม์ประกันชีวิต โดยประกันชีวิตคนรับผลประโยชน์คือคนที่อยู่ข้างหลัง เช่น ลูกหรือครอบครัว เพราะการสูญเสียหัวหน้าครอบครัวซึ่งอาจเป็นผู้ที่สร้างรายได้หลักให้กับครอบครัว ก็จะสร้างความลำบากอย่างยิ่งให้กับสมาชิกในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ บริษัทประกันชีวิตก็มีสัญญาเพิ่มเติมให้ซื้อเพิ่ม อย่างเช่น โรคร้ายแรง ชดเชยรายได้ หรือประกันสุขภาพเพื่อคุ้มครองสำหรับผู้ป่วยในและนอก ฯลฯ แต่ทั้งนี้ อย่าลืมว่าเราต้องทำประกันชีวิตก่อนที่จะซื้อสัญญาเพิ่มเติม

การทำประกัน จึงเป็นการป้องกันความเสี่ยงหรือความสูญเสียที่สามารถได้รับความคุ้มครองได้ โดยใช้ทรัพย์สินในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในการเลือกซื้อประกัน คือ ต้องอ่านเงื่อนไข ความคุ้มครอง และทำความรู้จักประกันแต่ละชนิดให้ดีเสียก่อนว่ามีไว้เพื่ออะไร ต้องเสียค่าเบี้ยเท่าไร และได้รับผลตอบแทนอะไรบ้าง นอกเหนือจากนี้การทำประกันถือเป็นรายจ่ายของธุรกิจเพื่อประโยชน์ทางภาษีได้อีกด้วย และทาง Credit OK ก็เป็นอีกแพลตฟอร์มที่มีบริการประกันภัยสำหรับธุรกิจ เพราะเรามองว่าผู้ประกอบการทุกคนควรมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี

ซึ่งทาง Credit OK มีบริการผลิตภัณฑ์ประกันภัยสำหรับผู้ประกอบการ ที่ได้รวบรวมประกันภัยที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ และสามารถทำประกันออนไลน์ได้ง่าย ๆ และไม่ยุ่งยากทาง https://www.creditok.co/#insuranceProducts 

ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ SME เพิ่มเติมได้ที่ https://blog.creditok.co/