ไม่ใช่ New แต่เป็น “Now Normal” ในการมัดใจพนักงานรุ่นใหม่

ไม่ใช่ New แต่เป็น “Now Normal”
ในการมัดใจพนักงานรุ่นใหม่

ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่มีพนักงานถึง 3 Generation แล้วด้วยกันที่ต้องทำงานร่วมกันแล้ว นั่นก็คือ 

  • Gen X (เปรียบเสมือนพี่ใหญ่ ที่เกิดช่วงปี พ.ศ. 2508-2522) 
  • Gen Y (เปรียบเสมือนพี่คนกลาง ที่เกิดช่วงปี พ.ศ. 2523-2540) และ
  • Gen Z (เปรียบเสมือนน้องเล็ก เกิดช่วงปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นไป)

อีกทั้งในอนาคตตลาดแรงงานและกลุ่มพนักงานจะเป็น Gen Z มากขึ้น ซึ่งในยุคที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไปมาก  ที่ทุกบริษัทจึงต้องปรับตัวและพัฒนาบริการดิจิทัล ให้ตอบโจทย์กับลูกค้ามากขึ้น เช่น กลุ่มอาชีพที่ค่อนข้างเป็นที่ต้องการอย่างพนักงานสายเทคโนโลยี และเป็นสายงานที่ค่อนข้างเฉพาะทาง ทำให้มีการแข่งขันกันสูง แล้วธุรกิจของเราจะดึงดูดคนเก่งๆ ให้มาร่วมงานกับธุรกิจได้อย่างไร หรือมีวิธีในการมัดใจพนักงานปัจจุบันของธุรกิจได้อย่างไรให้อยู่ไปได้นานๆ เพราะด้วยวิถีการทำงานยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ความต้องการและพฤติกรรมของผู้คนก็เปลี่ยนไป แล้วในฐานะผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวและปรับสวัสดิการใหม่อย่างไร เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานของธุรกิจ บทความนี้มีคำตอบให้กับคุณค่ะ

สวัสดิการพนักงานด้วย Remote working และมีหลักประกันที่นอกเหนือจากประกันสังคม เช่น ประกันกลุ่ม

1. Remote working – การทำงานที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้สลับกับเข้าออฟฟิศ

Remote working หรือ การทำงานที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้สลับกับเข้าออฟฟิศ หลังจากการระบาดของ โควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้คนได้ Work from home ใช้เวลาทำงานที่บ้านกันมาสักพัก และเมื่อต้องกลับเข้าไปทำงานในออฟฟิศอีกครั้ง ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าการเข้าออฟฟิศทุกวันอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป เพราะทุกคนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงาน ที่ทำให้การติดต่อสื่อสารกันระหว่างทำงานไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด โดยไม่ต้องไปรวมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จนหลายคนเลือกที่จะลาออกในช่วงรอยต่อที่ต้องกลับเข้าไปนั่งทำงานแบบเดิมอีกครั้ง และเมื่อสมัครงานครั้งใหม่ คำถามเกี่ยวกับรูปแบบการทำงานที่บ้านสลับกับเข้าออฟฟิศ หรือ Remote working จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่พนักงานส่วนใหญ่ต้องการ เช่น ในตำแหน่งหน้าที่ของพนักงานนั้น สามารถทำงานที่บ้านได้กี่วันต่อสัปดาห์ การทำงานที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้ ซึ่งรูปแบบการทำงานแบบ Remote working นี้ทำให้พนักงานมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น

2. มีหลักประกันที่นอกเหนือจากประกันสังคม

สิทธิประกันสังคมเป็นสิทธิประโยชน์ร่วมกันระหว่างเจ้าของธุรกิจและพนักงาน โดยเงินที่เจ้าของธุรกิจจ่ายสมทบให้กับพนักงานในแต่ละเดือนถือเป็นหนึ่งในสวัสดิการที่พนักงานจะได้รับเพื่อเป็นการสร้างหลักประกันในการใช้ชีวิตตลอดช่วงทำงาน จนไปถึงเกษียณอายุ  ซึ่งประโยชน์ที่พนักงานได้รับมีถึง 8 เรื่องด้วยกัน คือ

  1. ค่าหมอ ค่ายา ค่าทำฟัน ยามเจ็บป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุ
  2. ค่าเงินชดเชย กรณีทุพพลภาพ
  3. ค่าคลอดบุตร
  4. ค่านมลูก (เงินสงเคราะห์บุตร)
  5. ค่าใช้จ่ายยามตกงาน
  6. ค่าจัดงานกรณีเสียชีวิต
  7. ค่าใช้จ่ายยามเกษียณ

แต่ก็มีหลายคนเกิดคำถามขึ้นมาว่าสิทธิการรักษาพยาบาลตามสิทธิประกันสังคมนั้นจะเพียงพอต่อความเสี่ยงของสุขภาพหรือการใช้ชีวิตในอนาคตหรือไม่ จึงมองหาบริษัทที่ให้หลักประกันเพิ่มเติมอย่าง “ประกันกลุ่ม” ไม่ว่าจะเป็น ประกันสุขภาพกลุ่ม ประกันอุบัติเหตุกลุ่มหรือประกันชีวิตกลุ่ม เพื่อรองรับความเสี่ยงที่ไม่มีใครคาดคิด ซึ่งประกันกลุ่ม คือ การทำประกันที่คุ้มครองจำนวนบุคคลหลายๆ คนพร้อมกัน ภายใต้กรมธรรม์ฉบับเดียว โดยนิยมทำในองค์กร บริษัท หรือธุรกิจ SME เพื่อเป็นสวัสดิการเพิ่มเติมด้านความปลอดภัยให้กับพนักงาน โดยประกันกลุ่มไม่ได้มีดีแค่เพียงการชดเชยค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วยเท่านั้น ซึ่งคุ้มครองอาจแตกต่างกันออกไปตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกันฯ อย่างเช่น ประกันสุขภาพกลุ่ม จะให้ความคุ้มครองทั้งกรณีการรักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก โดยสามารถเลือกได้ตามความต้องการของพนักงานในแต่ละระดับชั้นและงบประมาณของบริษัท เพื่อเพื่อประโยชน์ในการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านเบี้ยประกันภัยให้เป็นไปอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการเรียกร้องค่าสินไหมค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย

ทำความรู้จักกับประกันกลุ่มให้มากขึ้นได้ที่บทความ เหตุผลดี ๆ ที่ธุรกิจควรทำ “ประกันกลุ่ม” สำหรับสวัสดิการ โรงงานหรือบริษัท

สวัสดิการพนักงานด้วยการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี หรือมี Budget ในการได้เรียนรู้เพิ่มเติม

3. วัฒนธรรมองค์กร

วัฒนธรรมองค์กร เป็นสิ่งที่กำหนดลักษณะองค์กร เช่น สภาพแวดล้อมขององค์กร พฤติกรรมการทำงานของพนักงาน การมีส่วนร่วมทางความคิด การดูแลใส่ใจหรือรับฟังความคิดเห็นพนักงาน ความเชื่อ จริยธรรมและทัศนคติ  ถือเป็นสิ่งที่กำหนดวิถีการทำงานของคนในองค์กร ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่จะรักษาพนักงานให้อยู่กับธุรกิจไปนาน ๆ และดึงดูดคนเก่งจากภายนอกให้มาสนใจองค์กร  ผลการวิจัยของ Glassdoor บอกว่า 77% ของพนักงานจะประเมินวัฒนธรรมองค์กรก่อนสมัครงาน และกว่า 56% มองว่าวัฒนธรรมองค์กรสำคัญมากกว่าค่าตอบแทน

 แต่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว ต้องมีการวางแผนในการพัฒนาและรักษา ซึ่งแต่ละองค์กรก็จะมีวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกัน หากเกิดขึ้นแล้ว และมีความพึงพอใจที่ดี องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมองค์กรต่อได้ในระยะยาวต่อไป เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมองค์กรที่ดีจะมีคุณค่าต่อพนักงานและนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายขององค์กร

4. Budget ในการได้เรียนรู้เพิ่มเติม

เรื่องของเทคโนโลยีเข้ามา Disrupt วิถีชีวิตของทุกคนอย่าไม่ทันได้ตั้งตัว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวิกฤต COVID-19 อาชีพที่เคยมั่นคงกลับไม่มั่นคง จึงทำให้คนที่ปรับตัวได้ไว มักจะได้เปรียบกว่า และมองเห็นความสำคัญของการปรับปรุงพัฒนาทักษะของตัวเองมากขึ้น หากบริษัทของคุณมีงบประมาณในการให้พนักงานได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมหรือมีทุนการศึกษา ก็เป็นหนึ่งในสวัสดิการสำคัญในการดึงดูดให้คนรุ่นใหม่ไฟแรงมาสมัครงานกับบริษัทของคุณ ทั้งนี้ในมุมมองของบริษัท การจูงใจด้วยการสนับสนุนเงินทุนในด้านการเรียนรู้เพิ่มเติม ผู้ประกอบการอาจพิจารณาเพิ่มเติมในเรื่ององค์ความรู้ที่พนักงานได้ไปศึกษาเพิ่มเติมว่าความรู้นั้นเหมาะสมต่อการทำงานของพนักงานหรือบริษัทมากน้อยแค่ไหน สามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ได้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ

การให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตพนักงาน (Mental health) เป็นสวัสดิการพนักงานอย่างหนึ่ง

5. สุขภาพจิตพนักงาน (Mental health)

ปัจจุบันเรื่องของสุขภาพจิตของพนักงานในการทำงาน ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ  ในช่วง COVID-19 ที่พนักงานต้องทำงานอยู่บ้าน จนวัฒนธรรมองค์กรเริ่มเลือนลาง หรือกระทั่งเกิดวัฒนธรรมใหม่จาก Work From Home  หลายคนมีภาวะความเครียดสูงจากการทำงาน ไม่ว่าจะมาจากเนื้องานหรือสภาพแวดล้อมก็ตาม เมื่อต้องกลับไปเข้าออฟฟิศ ก็มีทั้งคนที่อยากกลับไปและไม่อยากกลับไป ซึ่งแต่ละคนก็มีความคิดเห็นในเรื่องนี้ที่ต่างกันออกไป ในฐานะผู้ประกอบการหรือฝ่ายบุคคลควรมีการคุยกับพนักงานสม่ำเสมอ เปิดโอกาสให้พนักงานได้พูดในสิ่งที่อยากพูด ไม่ฝืนใจพนักงาน และรับฟังความต้องการของพนักงานโดยที่ไม่ตัดสินใจ หรือหากเป็นบริษัทที่มีการ Work from home เป็นส่วนใหญ่ ก็อาจมีการจัดกิจกรรมของบริษัท นัดทานข้าวในแต่ละเดือน หรือกิจกรรม Outing นอกสถานที่ นอกจากจะช่วยคลายเหงาให้กับพนักงานได้แล้ว ยังทำให้ตัวพนักงานไม่รู้สึกห่างเหินกับองค์กรอีกด้วย เพราะถ้าพนักงานมีสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว 

เทรนด์ในปัจจุบันที่คนรุ่นใหม่ต้องการทำงานที่เป็นอิสระมากขึ้น ยิ่งกลุ่ม Gen Z ที่จะมีมากขึ้นในตลาดแรงงานก็อาจไม่ได้มองการทำงานประจำ หรือทำงานในองค์กรเป็นเป้าหมายแรก แบบคน Gen ก่อนๆ ทุกวันนี้การมัดใจคนรุ่นใหม่ให้อยู่กับองค์กรอาจไม่ใช่แค่ตำแหน่งและเงินเดือนอีกต่อไป แต่คนรุ่นใหม่มองหาสวัสดิการ ที่จะต้องเป็นมิตรต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจและสามารถพาเขาเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นความท้าทายขององค์กรในการให้ความสำคัญกับการสร้างความผูกพันและรักษาพนักงานรุ่นใหม่ให้รู้สึกอยากทำงานกับองค์กรยาวนานขึ้น และดึงดูดคนใหม่เก่งๆ เข้ามาในองค์กร

ที่มา

https://about-content.glassdoor.com

https://www.mckinsey.com

สามารถดูหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางเหล่านี้ได้เลย 

เว็บไซต์ : www.creditok.co 

บทความอื่นเพิ่มเติม : https://blog.creditok.co/

Line Official : @creditok