ลูกค้ามองหาความคุ้มค่ามากขึ้น จะหมดยุค Brand Loyalty แล้วหรือยัง?

ลูกค้ามองหาความคุ้มค่ามากขึ้น จะหมดยุค Brand Loyalty แล้วหรือยัง?

ลูกค้ามองหาความคุ้มค่ามากขึ้น
จะหมดยุค Brand Loyalty แล้วหรือยัง?

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในปีที่ผ่าน ๆ มาตั้งแต่มีโรคระบาด Covid-19 ครั้งใหญ่ บวกกับความเร็วของเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล จึงสังเกตได้แล้วว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปแล้วในระยะยาว ทำให้เปลี่ยนการใช้ชีวิตของผู้บริโภคไปมาก Credit OK จึงอยากชวนผู้อ่านมาวิเคราะห์แนวโน้มในผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปต่อจากนี้ เพราะผู้บริโภคเริ่มเข้าใจยากขึ้นและความภักดีต่อแบรนด์ก็เปราะบางกว่าที่เคย นั่นคือเหตุผลที่แบรนด์ต้องทำความเข้าใจลูกค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ และเราได้ยก 3 วิธีในทำการตลาดให้เข้ากับแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในปี 2565 

1. การทำการตลาดแบบเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น (Hyper Personalization)

ไม่ใช่แค่รู้ชื่อหรือรู้ใจลูกค้าเพียงอย่างเดียว เพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกเรื่องได้ด้วยปลายนิ้ว ฉะนั้นรูปแบบการทำการตลาดแบบเดิม ๆ อาจไม่ได้ผลอีกต่อไป Hyper Personalization คือการเก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ เช่น พฤติกรรมของผู้บริโภค, ข้อมูลการเสิร์ชหาต่าง ๆ  เพื่อที่จะเรียนรู้และวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าโดยละเอียดมากขึ้น เปรียบเสมือนเป็นการป้ายยาลูกค้าแบบเนียน ๆ และมอบสิทธิพิเศษกลับไปให้โดนใจลูกค้า 

ซึ่งในยุคนี้แล้ว การทำการตลาดแบบเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น คุณอาจไม่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลเองนี้ ธุรกิจต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาช่วยเก็บข้อมูล (Data) ทั้งภายในและภายนอกที่เป็น real-time เข้ามาผสมด้วย บวกกับ AI หรือ Machine learning มาช่วยวิเคราะห์ ทำให้เข้าใจลูกค้ามากขึ้นว่าแต่ละคนต้องการอะไร

2. ใช้ช่องทางสื่อสารให้ถึงใจลูกค้า (Channel Orchestration)

แบรนด์จำเป็นต้องเช็คให้แน่ใจว่าช่องทางการตลาดที่แบรนด์ต้องการนำเสนอให้ลูกค้าได้ทราบนั้น ได้ไปถึงลูกค้าจริง ๆ  เช่นเดียวกับวงออเคสตรา ที่มีเครื่องดนตรีที่หลากหลายเพื่อสื่อสารเพลงให้ผู้ชมได้ฟังและเกิดอารมณ์ร่วมกับโชว์ ธุรกิจเองก็เช่นกัน ต้องผสมผสานระหว่างช่องทาง ข้อมูล และความรู้ด้านการตลาด ที่ทำให้ลูกค้ามีความผูกพันลึกซึ้งกับแบรนด์ (Customer Engagement) และเกิดความหลงใหล (Passion) เมื่อใช้แบรนด์ของเรา เกิดการโต้ตอบระหว่างธุรกิจและลูกค้าอย่างต่อเนื่อง   ซึ่งในปัจจุบันผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้นและคุ้นเคยกับการใช้งานในช่องทางต่าง ๆ อย่างเช่น การสั่งของออนไลน์ผ่านแอปมาขึ้น ทั้งของใช้ภายในบ้านหรือแม้กระทั่งของสด อีกทั้งลูกค้าบางคนชอบรับข่าวสารทางอีเมล ในขณะที่บางคนคาดหวังข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน จึงเป็นโจทย์ใหม่ ๆ ของธุรกิจว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่มีอะไรมาแทนที่แบรนด์ของเราได้ หากธุรกิจทำได้จะช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า และลดการสูญเสียของลูกค้าเก่า เกิดความภักดีกับแบรนด์มากขึ้น

3. นิยามการสร้างความภักดีใหม่ (Redefining Customer Loyalty)

ลูกค้าที่มีความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) เกิดจากอารมณ์ความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์ และซื้อสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่ทุก ๆ แบรนด์อยากจะให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกนี้ ซึ่งในปี 2565 นี้แล้วการใช้ Loyalty Programs ระบบสมาชิกแบบสะสมแต้มอาจไม่ใช่เป้าหมายอีกต่อไป ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความพิเศษกว่าใคร ๆ ถึงขนาดยอมจ่ายเงินเพิ่มให้ด้วยซ้ำ  ถ้าเราพบว่าลูกค้ามีความภักดีในแบรนด์แล้ว แบรนด์ต้องหาวิธีที่จะทำให้ลูกค้าผูกพันกับแบรนด์ให้ได้นานที่สุด สิ่งสำคัญคือ การสร้างความสัมพันธ์และผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ นำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า แก้ไขกลยุทธ์ เพื่อเปลี่ยนแคมเปญการตลาดให้ลูกค้ามีส่วนร่วมมากและวัดผล การมีส่วนร่วมกับลูกค้าที่สูงขึ้นนำไปสู่ลูกค้าที่ภักดีมากขึ้น จนลูกค้ามีแนวโน้มที่จะหาลูกค้าต่อให้แบรนด์คุณด้วยความเต็มใจ เป็นสิ่งที่เพิ่มโอกาสที่เหนือกว่าคู่แข่งของ

และทั้ง 3 แนวโน้มนี้จะมีอิทธิพลต่อผู้โภคในปี 2565 มากขึ้น คุณคิดว่าการตลาดแบบเดิมของคุณยังได้ผลอยู่อีกไหม? เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปไม่ยึดติดกับแบรนด์ ลูกค้าบางคนยอมจ่ายแพงขึ้นถ้าคุณดูแลลูกค้าดีกว่าแบรนด์ทั่วไป หรือลูกค้าบางคนมักจะอยากลองสิ่งใหม่ ๆ เพื่อหาความคุ้มค่ามากขึ้น

ธุรกิจจึงต้องไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเองและนำประโยชน์จากเทคโนโลยีเครื่องมือต่าง ๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ลูกค้า ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจไม่หมดยุค Brand Loyalty แน่นอน หากคุณไม่หยุดที่จะเรียนรู้ผู้บริโภค

ที่มา

www.toolbox.com

www.forbes.com

ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ SME เพิ่มเติมได้ที่ https://blog.creditok.co/