ประกันภัย สินเชื่อ OK Partner บทความ วงเงิน

รู้ก่อน ปรับตัวก่อน! รู้ใจลูกค้าก่อนเริ่มทำการตลาด

รู้ก่อน ปรับตัวก่อน! รู้ใจลูกค้าก่อนเริ่มทำการตลาด

รู้ก่อน ปรับตัวก่อน! รู้ใจลูกค้าก่อนเริ่มทำการตลาด

ในยุคที่มีแต่คนขายที่เพิ่มมากขึ้น  ใครๆ ก็สามารถขายของได้ การแข่งขันก็ยิ่งสูงขึ้น แล้วจะทำการตลาดอย่างไรให้ลูกค้าสนใจในสินค้าหรือร้านของเรา วิธีไหนบ้างที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า หรือเชื่อมโยงแบรนด์ถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้ ขณะเดียวกันยังสามารถรักษาฐานลูกค้าเก่าและเพิ่มโอกาสในการหาลูกค้าใหม่ด้วย จนเกิดการบอกต่อโดยไม่ต้องโฆษณา ยิ่งร้านเรารู้ก่อน ปรับตัวก่อน! ยิ่งได้เปรียบในการทำการตลาด เจาะลึกในใจลูกค้าที่คุณต้องรู้ก่อนวางแผนทำการตลาด ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ไวแน่นอน

รู้ใจลูกค้าก่อนเริ่มทำการตลาด

1. ใครคือผู้บริโภคของเรา

สิ่งสำคัญอย่างแรก คือธุรกิจต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของธุรกิจคือใคร แต่ละกลุ่มลูกค้ามีความต้องการอะไรหรือมีพฤติกรรมแบบไหน เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ก่อนการทำการตลาดให้กับสินค้าหรือแบรนด์ แล้ววางแผนว่าธุรกิจควรจะเข้าถึงลูกค้าเป็น “กลุ่ม” หรือเข้าถึงลูกค้าแบบ “รายบุคคล” 

หากธุรกิจไม่มีกลุ่มลูกค้าที่แน่ชัดอาจจะต้องทดลองเรื่อย  ถ้าธุรกิจทำการสื่อสารกับลูกค้าได้ไม่ตรงกับกลุ่มลูกค้า ก็จะทำให้ธุรกิจไม่สามารถรับรู้ความต้องการและผลตอบรับจากลูกค้าได้ อีกทั้งยังทำให้ต้องใช้งบจำนวนมากอีกด้วย แต่หากแบรนด์สามารถสื่อสารได้ถึงและโดนใจลูกค้าได้ตรงกลุ่มจริงๆ จะช่วยให้แบรนด์สามารถตรวจสอบพฤติกรรมเพื่อนำไปพัฒนาสินค้าหรือแผนการตลาดที่ตอบโจทย์กับกลุ่มที่เราต้องการอย่างแท้จริง

2. อัพเดตเทรนด์ตลาด

ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดวิถีชีวิตใหม่ขึ้น อย่างเช่น คนออกจากบ้านน้อยลง สั่งอาหารออนไลน์มากขึ้น ทำให้ร้านอาหารต้องเข้าร่วมโครงการในแพลตฟอร์มเดลิเวอรีออนไลน์มากขึ้นไม่ว่าจะเปิดร้านมานานแล้วหรือเพิ่งเปิดร้านได้ไม่นาน  ช่องทางออนไลน์กลายมาเป็น “ช่องทางหลัก” ในการซื้อขายสินค้าและบริการ โดยที่เมื่อก่อนอาจเป็นเพียงแค่ช่องทางในการรับข่าวสาร หรือถามตอบกับผู้ขายเท่านั้น เมื่อร้านค้าอัพเดทเทรนด์ทันลูกค้าแล้ว อย่าลืมที่จะให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าและบริการ จะทำให้ลูกค้าเกิดการรีวิวและบอกต่อแบบปากต่อปาก

การสร้างให้แบรนด์ติดตลาด ต้องอัพเดตก่อนว่าเทรนด์ตลาดของลูกค้าเขากำลังสนใจสิ่งไหน ชอบอะไรกันหรือเสพสื่อแบบไหนอยู่ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เรารู้ใจลูกค้า เพื่อที่จะรู้ทันว่าลูกค้าชอบอะไร เพราะเทรนด์ตลาด เสมือนเป็นภาพสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของผู้บริโภคและนวัตกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงประเด็นทางสังคม ที่แบรนด์ต้องตามให้ทัน โดยสามารถนำประเด็นเหล่านี้ไปต่อยอดหรือหลีกเลี่ยงการทำแคมเปญที่ขัดแย้งกับสิ่งลูกค้าส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย

3. สร้างความตื่นเต้นให้กับสินค้า

ในปัจจุบันที่ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบถ่ายรูป จะทำอะไร หรือจะใช้อะไรก็ต้องเป็นคอนเทนต์ ทำให้ผู้บริโภคมักชอบที่จะลองของแปลกใหม่และชอบสินค้าที่มีดีไซน์สะดุดตา เมื่อได้ใช้แล้วไม่ลังเลที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปแล้วโพสลงโซเชียลมีเดียหรือบอกต่อๆ กัน ดังนั้น คุณสามารถสร้างความตื่นเต้นให้กับสินค้าและแบรนด์ได้ อย่างเช่น การออกสินค้าใหม่หรือเพิ่มรสชาติให้เข้ากับเทศกาล ให้มีเอกลักษณ์ของร้านถือว่ารู้ใจลูกค้า สร้างกิมมิคหรือลูกเล่นน่ารักๆ ให้กับสินค้าหรือแบรนด์ถือเป็นจุดขายในตลาด ถือว่าเป็นการเอาใจทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่เพราะลูกค้าไม่ต้องการความจำเจ ชอบลองอะไรที่แปลกใหม่ และถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียได้

4. รู้มุมมองผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์

ก่อนเริ่มทำการตลาดเป้าหมายสูงสุดของแบรนด์ในการสร้าง Brand Awareness หรือการทำแบรนด์ให้เป็น “เป็นที่รู้จักในวงกว้าง” เพราะการจดจำเพียงแค่โลโก้อาจไม่เพียงพออีกต่อไป แบรนด์อาจจะต้องสร้างบุคลิกภาพของแบรนด์ หรือ Brand Personality  ให้โดดเด่น ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคนึกถึงเราเป็นลำดับแรก ผ่านการสื่อสารในช่องทางต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ง่ายและรวดเร็ว

นอกจากนี้การตลาดในปัจจุบันแข่งกันด้วยความแปลกใหม่และโปรโมชันราคา ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด การส่งฟรีหรือการมีของแถม อย่างไรก็ตามหากแบรนด์ทำโปรโมชันที่มากเกินไป ในระยะยาวอาจจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ ทำให้ลูกค้าติดกับโปรโมชัน ส่งผลคุณค่าของแบรนด์ลดลง เพราะผู้บริโภคจะมีภาพจำว่าต้องซื้อเพราะโปรโมชันเป็นหลัก หากแบรนด์นั้นๆ ไม่ทำโปรโมชัน ก็จะไม่ซื้อ ดังนั้น ก่อนทำการตลาดก็ต้องวางแผนดูว่ากลุ่มเป้าหมายจริงๆ ว่าพวกเขาต้องการโปรโมชันดึงดูดแบบไหน

5. ลูกค้าเชื่อคนใกล้ตัวมากกว่า

การทำการตลาดใช้อินฟลูเอนเซอร์  (Influencer) หรือการทำ Key Opinion Leader (KOL Marketing)  เป็นที่นิยมกันมากขึ้นเพราะเป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อผู้บริโภค มีผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก ทำให้สินค้าเกิดการบอกกันปากต่อปาก แต่เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามมากเริ่มรับงานรีวิวสินค้ามากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกว่าอินฟลูเอนเซอร์กลุ่มนี้ไม่ได้ใช้สินค้าจริง ทิศทางการทำการตลาดในปัจจุบันจึงเปลี่ยนไปอยู่ที่กลุ่ม Nano Influencer มากขึ้น  เพราะเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ที่มีจำนวนผู้ติดตาม 1,000 – 10,000 คน มีจำนวนน้อยกว่า Micro Influencer แต่มีจุดเด่นตรงอัตราการมีส่วนร่วม (engagement) ที่ดีกว่า มีความน่าเชื่อถือมากกว่า ดูแล้วเป็นการรีวิวจากการใช้จริง ทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่าเป็นคนแปลกหน้าหรือเข้าถึงยาก จึงได้รับความยอมรับจากลูกค้ามากขึ้น

การใช้อินฟลูเอนเซอร์ทำให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของสินค้าได้โดยตรง เป็นการวางแผนระยะยาวและต้องมีการวัดผลที่ชัดเจน แบรนด์จึงต้องมีการค้นหา (research) อินฟลูเอนเซอร์ที่มีไลฟ์สไตล์ ให้สอดคล้องกับความต้องการของสินค้าหรือแบรนด์ได้ เพื่อที่ทำให้แบรนด์ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคและส่งผลในการกระตุ้นยอดขายได้เพิ่มขึ้น

พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไปค่อนข้างเร็ว ฉะนั้นแบรนด์จึงต้องพยายามอัพเดทหรือเข้าใจลูกค้า และสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อที่จะให้แบรนด์เข้าใจลูกค้ามากขึ้น 

เมื่อเราเข้าใจลูกค้าแล้ว แบรนด์ก็ต้องรู้ความต้องการตัวเองด้วยเช่นกัน ว่าต้องการให้ลูกค้าตอบสนองอย่างไร  เช่น ต้องการให้ลูกค้าซื้อสินค้าของเรามากขึ้น มีสินค้าที่ลูกค้าอยากใช้มากขึ้น หรือมองเราเป็นแบรนด์ในดวงใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องทำอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกันให้ลูกค้ายังอยู่กับเรา และทั้งหมดนี้ก็คือ 5 ข้อที่คุณสามารถนำไปพัฒนาและปรับใช้กับการวางแผนธุรกิจของแบรนด์คุณก่อนทำการตลาดได้ เพื่อที่จะทำให้เราสามารถรู้ใจลูกค้าและรู้ทันลูกค้าว่ามีพฤติกรรมแบบไหนอยากได้ กระตุ้นและการตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ เพราะหากสินค้ามีการแข่งขันที่สูงจริง การรู้ใจลูกค้าและจับกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนอาจจะเป็นข้อได้เปรียบกว่าให้แบรนด์ของคุณเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าและลดงบประมาณในทำการตลาดลงได้อีกด้วย

สามารถดูหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางเหล่านี้ได้เลย 

เว็บไซต์ : www.creditok.co 

บทความอื่นเพิ่มเติม : https://blog.creditok.co/

Line Official : @creditok