บริหารความเสี่ยงอย่างไร ? เมื่อสถาบันคุ้มครองเงินฝาก “ลดวงเงินคุ้มครอง” จาก 5 ล้าน เหลือ 1 ล้าน

เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ที่สร้างความผันผวนและผลกระทบที่หนักขึ้น ทำให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ประกาศลดวงเงินคุ้มครอง จาก 5 ล้านบาท เหลือ 1 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2564 ซึ่งหลายคนอาจจะกังวลว่าว่าเงินฝากของเราถูกลดความคุ้มครองด้วยรึป่าว หรือถ้าฝากเงินเกินกว่านั้นจะยังได้รับความคุ้มครองอยู่หรือไม่ และจุดเริ่มต้นของสถาบันคุ้มครองเงินฝากคืออะไร ในครั้งนี้ทาง Credit OK จะมาสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ และบอกวิธีในการบริหารความเสี่ยงทางการเงินกัน

สถาบันคุ้มครองเงินฝากคืออะไร ?

ในอดีตประเทศไทยไม่ได้มีสถาบันคุ้มครองเงินฝากแต่อย่างใด จนกระทั่งช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 2540 ซึ่งมีสถาบันการเงินได้ปิดตัวลงไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปี 2546 เมื่อเศรษฐกิจไทยเริ่มกลับมาดีขึ้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจึงจัดตั้ง “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก” เพื่อเป็นการเรียกความเชื่อมั่นต่อระบบสถาบันการเงินและเป็นประโยชน์ต่อผู้ฝากเงินโดยตรง โดยเป็นหน่วยงานที่ทำงานร่วมกับ สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการคุ้มครอง โดยคุ้มครองทันทีที่ฝากเงิน และถ้าวันใดวันหนึ่งที่สถาบันการเงินเกิดล้มละลายขึ้นมา และมีการปิดกิจการไป ทางสถาบันคุ้มครองเงินฝากก็จะชดเชยเงินส่วนนี้ให้กับเรา โดยก่อนหน้านี้จะคืนเงินให้ 5 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน ให้ภายใน 30 วัน  แต่จากวันที่ 11 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป จะปรับการคุ้มครองลงเหลือ 1 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน  โดยคุ้มครองบัญชีเงินฝาก 5 ประเภทที่เป็นสกุลเงินบาทเท่านั้น  ได้แก่ 

1. เงินฝากกระแสรายวัน

2. เงินฝากออมทรัพย์

3. เงินฝากประจำ

4. บัตรเงินฝาก

5. ใบรับฝากเงิน

ซึ่งสถาบันการเงินที่ได้รับการคุ้มครอง มีอยู่ทั้งสิ้น 35 แห่ง

ตามรายชื่อในเว็บ ดังนี้ https://www.dpa.or.th/…/list-of-insured-financial…

ใครที่ได้รับความคุ้มครองบ้าง ? 

1. บุคคลธรรมดา โดยได้รับความคุ้มครอง 1 ล้านบาท (เงินต้น+ดอกเบี้ย) 1 ล้านบาท ต่อ 1 ผู้ฝาก ต่อ สถาบันการเงิน 1 แห่ง ไม่ใช่คุ้มครองต่อ 1 บัญชี

2.  นิติบุคคล เช่น บริษัท มูลนิธิ วัด สมาคม สหกรณ์ กองทุนต่าง ๆ บริษัทประกันภัย บริษัทประกันชีวิต โดยได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเช่นเดียวกับแบบบุคคลธรรมดา ซึ่งประเภทของเงินฝากและสถาบันการเงินที่ฝากต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก

3. ชาวต่างชาติ ที่เปิดบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่อยู่ในประเทศไทย จะได้รับการคุ้มครองเมื่อเป็นบัญชีเงินฝากภายในประเทศที่เป็นสกุลเงินบาท

ใครที่ได้รับผลกระทบบ้าง ?

ก็คือ คนที่มีบัญชีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน ซึ่งเมื่ออ้างอิงข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในไทยมีบัญชีเงินฝากรวมกันประมาณ 109 ล้านบัญชี แต่เป็นบัญชีที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท อยู่ 1.7 ล้านบัญชี หรือประมาณ 1.5% เท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบ ในกรณีถ้าเกิดสถาบันการเงินล้มละลายหรือต้องปิดกิจกา จะได้รับการคุ้มครองสูงสุดเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น  ซึ่งผู้ออมกว่า 98% ยังได้รับการคุ้มครองเต็มจำนวน 

ถ้ามีเงินในบัญชีมากกว่า 1 ล้านบาท
ทั้งบัญชีนิติบุคคลและส่วนบุคคลต้องทำอย่างไร ?


1. ไม่กระจายเงินฝากไว้หลายสถาบันการเงิน

ซึ่งต้องดูความมั่นคงของสถาบันการเงิน เมื่อพิจารณาแล้วว่าสถาบันการเงินที่ใช้อยู่มีความมั่นคง และผู้ฝากพึงพอใจกับบริการของสถาบันการเงินนั้น ๆ ก็อาจจะไม่ต้องกระจายเงินไว้หลาย ๆ บัญชีก็ได้ ซึ่งเราควรตรวจสอบเพื่อความแน่ใจว่าสถาบันการเงินที่เรามีเงินอยู่นั้น มีความน่าเชื่อถือและความมั่นคง

2. กระจายเงินไว้หลายสถาบันการเงิน 

โยกย้ายเงินในบัญชี ออกไปยังสถาบันการเงินอื่นที่ได้รับการคุ้มครองเช่นกัน หรือกระจายเงินฝากธนาคารละ 1 ล้านบาท ไปหลายๆ ธนาคาร ซึ่งสามารถเปิดบัญชีธนาคารกี่แห่งก็ได้ และกระจายเงินฝากไปธนาคารละ 1 ล้านบาท สมมติว่าเรามีเงิน 5 ล้านบาท แล้วเรากระจายการฝากเงินไป 5 สถาบันการเงิน เงิน 5 ล้านบาทของเราก็จะได้รับความคุ้มครองทั้งหมดเลย 

ถ้าไม่อยากกระจายเงินฝากหลายธนาคาร หรือ
กระจายแล้วก็ยังคุ้มครองไม่พอ ต้องทำอย่างไร ?


ฝากเงินหรือซื้อสลากไว้กับธนาคารของรัฐ 

อย่างเช่น ธนาคารออมสิน ธกส. ซึ่งธนาคารของรัฐจะอยู่นอกเหนือจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากคุ้มครอง ซึ่งข้อมูล ณ ปัจจุบัน ธนาคารของรัฐยังคุ้มครองเงินฝากให้ 100% อยู่

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ  

  • กองทุนรวมตลาดเงิน เหมาะสำหรับผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงในระดับต่ำ ซึ่งเหมือนกับเราเอาเงินไปไว้ในกองทุนรวมและกองทุนนั้นจะเอาเงินของเราไปฝากอีกที โดยผลตอบแทนที่จะได้รับจะค่อนข้างใกล้เคียงกับอัตราเงินฝาก 
  • กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงได้ระดับปานกลาง ก็จะได้ผลตอบแทนที่ได้รับจะสูงขึ้นมา แต่ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วย แต่ก็ถือว่าความเสี่ยงปานกลางจนถึงค่อนข้างต่ำอยู่ดี
  • ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตหรือประกันออมทรัพย์ ซึ่งการซื้อประกันถือเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งในปัจจุบันก็มีตัวเลือกในผลิตภัณฑ์มากมายแต่ก็ควรดูความน่าเชื่อถือของบริษัทประกันก่อนที่จะทำเป็นหลัก เพื่อเลือกและพิจารณาให้เหมาะสมกับตัวเอง

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น

อย่างเช่น กองทุนรวม หุ้น หรือ การลงทุนอื่นๆ ซึ่งก็จะมีความเสี่ยงในการลงทุนมากขึ้น โดยเราจะต้องประเมินตัวเองก่อนว่าสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน

ถึงแม้ว่าเราจะมีเงินในบัญชีน้อยกว่า 1 ล้านบาท หรือมากกว่า 1 ล้านบาท สิ่งสำคัญคืออย่าลืมวางแผนทางการเงินของตัวเอง ควรจัดการเงินฝากและกระจายความเสี่ยงในระดับที่ตัวเองยอมรับความเสี่ยงได้ เพราะการวางแผนการเงินเท่ากับวางแผนชีวิต สามารถช่วยป้องกันเราจากความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทางไปจนถึงอนาคตที่เราวางแผนไว้ได้ ใครที่ประสบปัญหาทางการเงินหรือต้องการกระจายความเสี่ยง Credit OK เป็นแหล่งรวมผลิตภัณฑ์ทางการเงินและประกันภัย ซึ่งสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.creditok.co และสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ SME เพิ่มเติมได้ที่ https://blog.creditok.co/