ยุคของแพงจะทำการตลาดอย่างไรให้คนยอมจ่าย

ยุคของแพงจะทำการตลาดอย่างไรให้คนยอมจ่าย

ในปี 2565 คนไทยประสบปัญหา “เงินเฟ้อ” ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สวนทางกับรายได้ที่ได้รับหรือในกรณีที่แย่กว่านั้นคือรายรับอาจจะลดลงอีกด้วย ซึ่งจริงอยู่ทประเทศไทยสามารถผลิตของจำเป็นได้หลายอย่าง แต่ก็ได้รับผลกระทบในเรื่องก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่มีราคาแพงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนของสินค้าทุกอย่างเพิ่มขึ้นจากค่าขนส่ง และทำให้ราคาของแพงขึ้น ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ที่มีการแข่งขันสูงนั้น ก็เป็นความท้าทายกับธุรกิจว่าคุณเข้าใจผู้บริโภคมากน้อยแค่ไหน และจะมีวิธีสู้กับคู่แข่งอย่างไรให้ผู้บริโภคเลือกที่จะใช้สินค้าและบริการของธุรกิจของคุณ

แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อ?

สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อ

จากสถานการณ์โลกตอนนี้ มี 2 สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เงินเฟ้อ นั่นคือ

1. ความต้องการเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าจึงแพงขึ้น (Demand-Pull Inflation)

เกิดจากความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ในขณะที่สินค้าและบริการมีไม่เพียงพอจึงส่งผลให้มีการเร่งผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เช่น จากเดิมที่มีสินค้าจำนวน 100 ชิ้น ได้ค่าแรง 300 บาท แต่ปัจจุบัน คนได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นเป็น 450 บาท มีกำลังซื้อมากขึ้น แต่สินค้ามีจำนวนเท่าเดิมจึงต้องเพิ่มราคาสินค้าขึ้น  ซึ่งทำให้มีสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ

2. ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น (Cost-Push Inflation)

ผู้ประกอบการมีต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น มาจากหลายสาเหตุเช่น ค่าแรง, อัตราภาษี, ราคาสินค้านำเข้า เป็นต้น จึงส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น 

เงินเฟ้อ คือ  สภาวะที่มูลค่าของเงินในปัจจุบันมีมูลค่าลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า ทำให้ต้องใช้เงินจำนวนที่มากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าชิ้นเดิม เช่น จากเดิมที่เคยซื้อน้ำขวดได้ในราคา 10 บาท แต่ปัจจุบัน ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นในการซื้อน้ำขวดเดิมเป็น 12 บาท 

จะทำอย่างไรให้คนยอมจ่ายเงินในสถานการณ์แบบนี้

พฤติกรรมของผู้บริโภคมักจะเปลี่ยนไปอยู่เสมอ ตามกาลเวลาและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้พฤติกรรมการบริโภคของคนเริ่มเปลี่ยนไป ผู้คนหันมาซื้อของออนไลน์มากขึ้น แต่ก็ยังโหยหาการกลับมาใช้ชีวิตปกติ ในปัจจุบันยังคงมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ และมีภาวะเงินเฟ้อร่วมด้วย จึงส่งผลกระทบกับรายได้ของผู้บริโภคโดยตรง เพราะเหตุนี้ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่กังวลกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น และระมัดระวังในการใช้จ่ายนี้มากขึ้น แล้วเราจะทำอย่างไรให้แบรนด์ของเราเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่คนจะยอมซื้อ

หากคุณต้องการจะสร้างยอดขายให้กับธุรกิจแล้ว ธุรกิจควรรู้จักกลุ่มผู้บริโภคของตัวเองและตอบสนองความต้องการของพฤติกรรมผู้บริโภคให้ได้ มีการจำแนกผู้บริโภคออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มผู้บริโภคที่ธุรกิจควรรู้จักและตอบสนองความต้องการ

1. กลุ่มคนที่มีปัจจัยเพียงพอ 

กลุ่มผู้บริโภคนี้จะเป็นกลุ่มมีทั้งภาระเยอะและภาระน้อย แต่สามารถจ่ายได้แม้ข้าวของจะมีราคาที่แพงขึ้นก็ตาม  และยังมีการใช้จ่ายอยู่ตลอด 

2. กลุ่มที่มีปัจจัยไม่เพียงพอ 

กลุ่มผู้บริโภคนี้จะมีทั้งที่ใช้จ่ายแบบระมัดระวังและใช้จ่ายแบบตัดสินใจซื้อทันทีโดยไม่คิด แม้มีปัจจัยไม่เพียงพอก็ยอมเป็นหนี้ ซึ่งพฤติกรรมการบริโภคนี้เรียกว่า ผู้บริโภคยังอยากได้สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตเพื่อปรนเปรอตัวเองอยู่ จะเห็นได้ว่าหลายแบรนด์ มีการปรับรูปแบบสินค้าและบริการให้เข้าถึงง่ายและสามารถซื้อได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงควรพัฒนาแนวคิดการตลาดให้แบรนด์ของคุณน่าสนใจและกระตุ้นให้คนยอมซื้อได้

How to ทำการตลาดอย่างไรให้คนยอมจ่าย

วิธีทำการตลาดอให้คนยอมจ่าย ในยุคของแพง

1. สร้างจุดเด่นให้กับแบรนด์

จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่ากับการจ่ายให้แบรนด์ การสร้างจุดเด่นให้กับแบรนด์ของคุณแตกต่างจากแบรนด์อื่น เริ่มจากการศึกษาผลิตภัณฑ์ของแบรนด์คู่แข่ง ว่าจุดแข็งของเราที่เหนือกว่าเขาคืออะไร หรือมีจุดอ่อนอะไรบ้างที่แบรนด์ของเรายังสามารถพัฒนาต่อเพิ่มได้ ทำให้ธุรกิจสามารถดึงจุดแข็งของธุรกิจนั้นมาสร้างเอกลักษณ์ให้แก่แบรนด์ได้ ยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์แบรนด์ดังยี่ห้อหนึ่ง มีราคาที่ค่อนข้างแพง แต่คนก็ยังเลือกซื้อ เพราะมีวัสดุที่พรีเมียม มีการออกแบบที่ดี  และสเปกภายในที่มีประสิทธิภาพสูง

2. ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันเทรนด์โลก

ในปัจจุบันผู้บริโภคจะไตร่ตรองในการเลือกซื้อของมากขึ้น และการซื้อของที่เป็นมิตรกับโลกและจำเป็นต่อการใช้ ก็จะทำให้พวกเค้ารู้สึกว่าคุ้มค่ากับการซื้อมาใช้ และปัจจุบันที่ผู้คนได้ตระหนักถึงการลดการใช้พลาสติกและหันมาใช้สินค้าที่สามารถรีไซเคิล หรือสินค้าที่สามารถใช้ซ้ำได้ คุณอาจจะปรับกระบวนการผลิตจากเดิมในการคัดเลือกวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น จากเดิมที่ผลิตเป็นขวดน้ำก็อาจจะปรับเปลี่ยนเป็นกล่องที่สามารถย่อยสลายได้ง่าย เป็นต้น การปรับสินค้าหรือการบริการของแบรนด์ให้เหมาะกับสถานการณ์ เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นว่าแบรนด์ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เหมือนกัน อีกทั้งยังช่วยยกระดับให้สินค้าของคุณน่าสนใจขึ้นมาอย่างมากเลยทีเดียว 

3. การซื้อขายง่ายเข้าถึงได้ทุกวัย

การทำการตลาดส่วนใหญ่แล้ว คนมักจะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมายเป็นช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยทำงาน และมองข้ามช่วงวัยสูงอายุไป ซึ่งในปัจจุบันที่คนเริ่มขายของออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆที่มีมากขึ้น จึงทำให้คนช่วงวัยนี้เข้าถึงได้ยาก เพราะฉะนั้นการทำการตลาดที่ส่งสารให้ไปถึงกลุ่มคนช่วงวัยสูงอายุก็ถือว่าสำคัญไม่แพ้กัน ยิ่งการทำธุรกิจที่มีสินค้าเจาะจงคนกลุ่มนี้ก็อาจจะเป็นช่วงอายุที่คุณสามารถส่งสารไปถึงพวกเค้าได้ง่ายกว่าเดิมมากขึ้นก็ได้ แต่ละสินค้าก็จะมีกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันและสินค้าที่ผลิตออกมาก็ผลิตออกมาตามความเหมาะของช่วงอายุ อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์นมผงที่มีผลิตแยกตามความเหมาะของแต่ละช่วงอายุ นมผงเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 3 ปี หรือ นมผงผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นคุณจึงควรเลือกผลิตสินค้าและบริการให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของคุณที่ตั้งไว้เช่นกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับคุณว่าจะนำทั้ง 3 หัวข้อนี้มาวางแผนปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างไร เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์ในช่วงนั้นๆ ธุรกิจจึงควรติดตามทิศทางของกระแสว่าไปในทางไหน เพื่อที่คุณจะได้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ แต่คุณก็ต้องคำนึงถึงอีกด้วยว่าถ้าปรับตามพฤติกรรมผู้บริโภคแล้วจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของธุรกิจหรือไม่ เพราะการผลิตตามความต้องการของผู้บริโภคนั้นก็ต้องเพิ่มต้นทุนการผลิตเหมือนกัน และในช่วงที่เกิดภาวะเงินเฟ้อผู้บริโภคส่วนใหญ่จะระมัดระวังในการใช้จ่ายนี้มากขึ้น คุณอาจจะต้องผลิตอะไรที่จำเป็นต่อความการเพื่อลดความเสี่ยงของธุรกิจด้วย

สามารถดูหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทางเหล่านี้ได้เลย 

เว็บไซต์ : www.creditok.co 

บทความอื่นเพิ่มเติม : https://blog.creditok.co/

Line Official : @creditok