วิกฤตเศรษฐกิจในยุค “อาหารแพง ค่าแรงถูก”

วิกฤตเศรษฐกิจ
“อาหารแพง ค่าแรงถูก”

ในช่วงปลายปี 2564 ที่ผ่านมา ราคาของและวัตถุดิบทยอยกันขึ้นราคาและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ในปี 2565 นี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องหมูราคาแพงที่ปรับราคาแพงขึ้นถึง 50 บาท/กก. ซึ่งจะให้หันไปบริโภคเนื้อสัตว์อื่นแทนก็ทยอยกันขึ้นราคากันหมด อย่างราคาไก่ก็ปรับราคาเพิ่มขึ้น 13 บาท/กก. หรือราคาเป็ดก็ปรับราคาเพิ่มขึ้น 12 บาท/กก. และเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 65 ที่ผ่านมา สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและผู้ส่งออกไข่ไก่  มีการปรับขึ้นราคาไข่ไก่ เป็นราคาแนะนำหน้าฟาร์มขายที่ฟองละ 3 บาท จากเดิมราคาแนะนำอยู่ที่ 2.70-2.80 บาทต่อฟอง ขึ้นประมาณ 20 สตางค์/ฟอง  หรือเป็น 6 บาท/แผง เพราะต้นทุนอาหารของสัตว์ที่มีราคาสูงขึ้น อย่างข้าวโพดที่สูงถึง 10.60 บาท/กก. กากถั่วเหลืองนำเข้าขึ้นไป 19.50 บาท/กก. และปลายข้าว กก.ละ 11 บาท รวมถึงราคาค่าทางด่วนก็ปรับขึ้น ประมาณ 15-35 บาท รถ 4 ล้อ ปรับขึ้นจาก 50 บาท → 65 บาท รถ 6-10 ล้อ ปรับขึ้นจาก 80 บาท → 105 บาท ส่วนรถมากกว่า 10 ล้อขึ้นไป ปรับขึ้นจาก 115 → 150 บาท ทำให้ต้นทุนในการขนส่งก็ปรับเพิ่มขึ้นไปด้วย

ประกาษปรับราคาแนะนำไข่ไก่จากสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่

สินค้าที่เตรียมขึ้นราคาในปี 2565

การปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม LPG

นอกจากราคาวัตถุดิบอาหารจะราคาสูงขึ้นแล้ว ราคาพลังงานก็ยังปรับขึ้นสูงอีกด้วย ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 65 เป็นต้น ทางกระทรวงพลังงานไปจะมีการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม LPG แบบขั้นบันได เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากเดิมที่คุมราคาไว้ที่ระดับ 318 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัมด้วยเช่นกัน และราคาน้ำมันพืชก็มีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน 

ค่าไฟฟ้าเดือน ม.ค.-เม.ย.65 เพิ่มขึ้น

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติเดือน ม.ค.-เม.ย.65 โดยเรียกเก็บ 1.39 สตางค์/หน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าฐานเฉลี่ยที่เรียกเก็บจากประชาชนอยู่ที่ 3.78 บาท/หน่วย จากที่เคยจัดเก็บ 3.61 บาท/หน่วย ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 2 ปีเพราะราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ส่วนงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.65 และงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.65 จะปรับขึ้นหรือไม่ ต้องรอดูราคาพลังงานในตลาดโลกอีกครั้ง

ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ส่งผลกระทบต่อทุกฝ่ายตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ แต่จะกระทบหนักมากหรือน้อยแค่ไหน เราไปดูกันเลยค่ะ

วิกฤตเศรษฐกิจในยุค "อาหารแพง ค่าแรงถูก” กระทบใครบ้าง? ไม่ไหวบอกไม่ไหว

1.เกษตรกร

  • เกิดโรคระบาดในหมู ของโรคพีอาร์อาร์เอส (PRRS) โรคท้องร่วงติดต่อในสุกร (PED) และโรคอหิวาต์สุกร (CSF) ทำให้เกิดอัตราการสูญเสียที่มากขึ้น
  • ผู้เลี้ยงขาดความมั่นใจ และมาตรการจำกัดจำนวนการเลี้ยงเพื่อลดความเสี่ยง ทำให้ปริมาณหมูขุนลดลงประมาณ 15% 
  • ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น มีทั้งต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนค่าทำความสะอาด การฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคอย่างต่อเนื่อง 
  • ขาดเงินทุน เพื่อการประกอบอาชีพ เนื่องจากการต้องหยุดเลี้ยงหมูไว้ก่อนและจากภาระหนี้สินสะสม ทำให้เกษตรกรไม่สามารถขอกู้เงินในระบบได้ เพราะสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อ  ทำให้เกษตรกรขาดรายได้ ไม่มีหลักประกันในอาชีพ และขาดที่พึ่ง

2. รายค้ารายย่อย

  • ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่รับมาจากพ่อค้าคนกลางก็มีราคาที่ค่อนสูงกว่าราคาหน้าโรงเชือดหรือราคาจากเกษตรกรโดยตรง ซึ่งพ่อค้าคนกลางแต่ละเจ้าก็จะมีค่าส่งไม่แตกต่างกันมากนัก 
  • รายได้ลดลง เพราะลูกค้าไม่สามารถแบกรับราคาที่สูงได้ ทำให้ปริมาณการซื้อของลูกค้าน้อยลงและหันไปบริโภคเนื้อสัตว์อื่นแทน ขณะที่ร้านย่อยก็ต้องตรึงราคาไม่ให้ขึ้นสูงมาก เพื่อช่วยเหลือลูกค้าอีกทางนึง กำไรก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ จนร้านค้ารายย่อยและกลางต้องปิดกิจการไป 

3. ร้านอาหาร

  • รายได้ลดลง เพราะว่าต้นทุนวัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น หากร้านไม่ได้มีการปรับขึ้นราคา จึงทำให้รายได้ของร้านต้องลดลง หรือหากร้านค้าเพิ่มราคาอาหาร ลูกค้าก็อาจบริโภคลดลง
  • ต้องปรับราคาให้สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้านเล็ก หรือร้านใหญ่ในห้างเพราะร้านค้าไม่สามารถแบกรับราคาต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้ ทั้งเนื้อสัตว์ น้ำมัน และวัตถุดิบต่าง ๆ 
  • ปรับเปลี่ยนเมนูอาหาร หรือปรับเปลี่ยนชนิดเนื้อสัตว์ อย่างเช่น ร้านคอหมูย่างร้านดังร้านหนึ่ง ซึ่งมีเมนูคอหมูย่างเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนมาขายเมนูจากไก่แทน เพราะสู้ราคาหมูไม่ไหว

4. ผู้บริโภค

  • แบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้น เพราะร้านค้า ร้านอาหารทยอยกันปรับขึ้นราคา ทำให้ต้องจ่ายค่าครองชีพที่สูงขึ้นในแต่ละวัน รวมถึงค่าใช้จ่ายคงที่รายเดือนอย่างเช่นค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น แต่ค่าแรงยังคงเท่าเดิม

วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ได้สร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะราคาสินค้าและบริการ ค่าครองชีพแพงขึ้น ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น ลุกลามไปสู่ปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหานี้อาจส่งผลกระทบในระยะยาว ภายใต้ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนี้ คุณอาจต้องหาวิธีการเพิ่มรายได้ให้กับตัวเอง แข่งกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งคุณต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้มากขึ้น หากธุรกิจหรือการขายแบบเดิมได้ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพอใจ คุณต้องคิดหาวิธีใหม่ให้เร็วและพัฒนาทักษะตัวเองให้หลากหลายมากขึ้น Credit OK ขอเป็นกำลังใจให้ผู้อ่านทุกคนค่ะ

ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ SME เพิ่มเติมได้ที่ https://blog.creditok.co/