คลายความข้องใจ ! ประกันรถยนต์แต่ละชั้นต่างกันอย่างไร

การทำประกันรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้วหากคุณเป็นฝ่ายที่ผิด ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถทั้งของคุณและคู่กรณี หรือถ้าโชคร้ายไปกว่านั้นก็อาจมีค่ารักษาพยาบาลด้วย ซึ่งควรเริ่มจากประเมินความเสี่ยงของตัวเองก่อนว่ามีโอกาสในการเกิดเหตุอะไรบ้าง อย่างเช่น ถ้ารถของคุณเป็นรถที่ติดแก๊ส ก็จะมีความเสี่ยงในเรื่องของไฟไหม้ที่มากกว่า หรือถ้าคุณเป็นคนที่ขับรถเยอะ ต้องนำรถไปจอดหลายที่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย ก็จะมีโอกาสที่รถจะหายมากกว่าปกติ ซึ่งเมื่อทำประกันรถยนต์ไว้บริษัทประกันจะช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้ตามความคุ้มครองที่เราเลือกไว้

ทำไมต้องทำประกันรถยนต์เพิ่มเติมด้วย?

ตามกฎหมายแล้วรถทุกคันต้องซื้อพ.ร.บ. (Compulsory Motor Insurance) เมื่อต้องต่อทะเบียนรถ แต่พ.ร.บ จะคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเท่านั้น เราจึงควรทำประกันชั้นต่าง ๆ เพิ่มเติม ที่ครอบคลุมมากกว่าประกันภาคบังคับ เช่น คุ้มครองร่างกายและทรัพย์สินของบุคคลภายนอก คุ้มครองความเสียหายของรถคันที่เอาประกัน คุ้มครองผู้ขับขี่และผู้โดยสารในรถ โดยขึ้นอยู่กับกรมธรรม์ที่ได้เลือกไว้ หรือเรียกว่าประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (Voluntary Motor Insurance)  เป็นการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อ (ผู้เอาประกันภัย) และผู้ขายความคุ้มครอง  (บริษัทประกันฯ) โดยเป็นการเลือกซื้อความคุ้มครองประกันภัยตามความพึงพอใจของผู้ซื้อ เพื่อคุ้มครองทั้งรถและทรัพย์สินของทั้งเราและคู่กรณี มาทำความเข้าใจประกันรถยนต์แต่ละชั้นกัน  

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1

ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมในทุก ๆ เรื่อง ได้แก่ ชีวิตร่างกาย การบาดเจ็บและทรัพย์สิน ไม่ว่าจะในกรณีขับรถชนโดยมีคู่กรณีหรือไม่มีคู่กรณีก็ตาม เช่น ชนต้นไม้ ชนฟุตบาท ชนเสาไฟฟ้า กระจกแตก การถูกโจรกรรม ไฟไหม้ น้ำท่วม คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลคนเจ็บ เหมาะสำหรับผู้ที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองสูงสุด ต้องการความมั่นใจหากเกิดเหตุอุบัติเหตุขึ้น ส่วนใหญ่จะได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากมีความคุ้มครองที่ครอบคลุมในทุกๆ เรื่อง แต่ก็แลกกับค่าเบี้ยประกันที่ราคาสูง เหมาะสำหรับรถที่ใหม่สภาพดีและขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน แต่รถที่มีอายุมากบริษัทประกันอาจจะไปไม่รับทำประกัน

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2

ให้ความคุ้มครองเฉพาะชีวิตร่างกาย การบาดเจ็บและทรัพย์สินของคู่กรณีเท่านั้น แต่ไม่มีการคุ้มครองรถของผู้เอาประกันหากรถเกิดอุบัติเหตุ เฉี่ยวชน พลิกคว่ำ จะเคลมรถตัวเองไม่ได้ เคลมรถคู่กรณีได้เท่านั้น แต่ให้ความคุ้มครองกรณีรถสูญหาย ไฟไหม้รถหรือภัยธรรมชาติของตัวรถคันที่เอาประกัน ซึ่งจะเหมาะสำหรับคนที่ขับรถเก่งในระดับหนึ่งแล้ว แต่มีความเสี่ยงที่รถถูกไฟไหม้ ถูกขโมย แต่สามารถดูแลหรือรับผิดชอบรถของตัวเองได้ 

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3

ให้ความคุ้มครองชีวิตร่างกาย การบาดเจ็บและทรัพย์สินของคู่กรณีเท่านั้นของคู่กรณีเท่านั้น เมื่อผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายผิด จะเคลมรถตัวเองไม่ได้ เคลมรถคู่กรณีได้เท่านั้น และไม่คุ้มครองกรณีรถสูญหาย ไฟไหม้รถหรือภัยธรรมชาติ  เหมาะสำหรับคนที่อยากป้องกันความเสียหายจากการขับรถไปชนคันอื่น โดยผู้เอาประกันสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายรถของตัวเองได้ เหมาะสำหรับรถเก่า และคนที่มั่นใจว่าขับรถไม่ค่อยเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากค่าเบี้ยประกันถูก ทำให้ประหยัดค่าเบี้ยประกันได้

ปัจจุบันประกันรถยนต์ชั้น 2 และชั้น 3 ไม่ค่อยได้รับความนิยมแล้ว เนื่องจากมีความคุ้มครองที่ไม่ครอบคลุมสำหรับรถของผู้เอาประกัน เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา แม้จะเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยมีคู่กรณีก็ตาม บริษัทประกันภัยก็จะไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นของรถคันที่เอาประกันภัย ภายหลังจึงมีประกันภัยชั้น 5 หรือที่เรียกว่าประเภท 2+ หรือ 3+ เพิ่มเข้ามา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประกันภัยชั้น 2 และชั้น 3 แล้ว ประกันภัยประเภท 5 เพราะเมื่อเทียบกับค่าเบี้ยประกันที่เพิ่มมาเพียงเล็กน้อย แต่ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมและมีความคุ้มค่ากว่ามาก 

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 4

ประกันชั้น 4 มีราคาเบี้ยประกันถูกที่สุด ให้ความคุ้มครองในส่วนของทรัพย์สินบุคคลภายนอกเท่านั้น หากผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิดจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนของรถของผู้เอาประกันเอง เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยได้ใช้งานรถยนต์ และรถมีที่จอดรถที่มิดชิด ไม่มีความเสี่ยงในการสูญหาย รวมถึงไม่มีความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้ด้วย เพราะประกันชั้น 4 ไม่มีความคุ้มครองในส่วนนี้ ซึ่งในปัจจุบันหลายบริษัทได้ยกเลิกกรมธรรม์ประกันรถยนต์ชั้นที่ 4 แล้ว เพราะมีความคุ้มครองที่ไม่มากนัก

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 5

เป็นการเรียกรวมกันของประกันชั้น 2+ กับประชั้น 3+ คือ ทางเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะมาอุดรอยรั่วของประกันชั้น 2 และ 3 ด้วยเบี้ยประกันที่เพิ่มขึ้นไม่เยอะมาก แต่ให้ความคุ้มครองที่ครบถ้วนมากกว่าปกติ ซึ่งมีความแตกต่างกันนิดหน่อย ดังนี้

  • ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+
  • ให้ความคุ้มครองส่วนเพิ่มจากประกันภัยชั้นที่ 2 ก็คือ คุ้มครองต่อตัวรถยนต์ของผู้เอาประกันภัย ในวงเงินที่ได้ตามที่ตกลงกันไว้ และมีการคุ้มครองเกี่ยวกับรถสูญหาย ไฟไหม้ และภัยธรรมชาติ  คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ซึ่งมีความคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันภัยชั้น 1 เลยก็ว่าได้ แต่ค่าเบี้ยประกันจะราคาไม่สูงเท่าประกันชั้น 1 ต่างกันตรงที่ต้องเป็นความเสียหายจากอุบัติเหตุที่มีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบกเท่านั้น หรือพูดอย่างง่าย ๆ คือในกรณีรถชนรถเท่านั้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำประกันเพื่อรองรับอุบัติเหตุใหญ่ ป้องกันความเสี่ยงรถหาย ไฟไหม้ เช่น รถที่นำไปติดแก๊ส รวมถึงผู้ที่ต้องการทำประกันชั้น 1 แต่ติดเงื่อนไขทำให้บริษัทประกันไม่รับทำ เช่น รถมีอายุมากเกิน หรือมูลค่าของรถไม่ถึงเกณฑ์ที่บริษัทประกันกำหนด

  • ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+
  • ให้ความคุ้มครองคล้ายกับประกันรถยนต์ชั้น 2+ คือต้องเป็นความเสียหายจากอุบัติเหตุที่มีคู่กรณีเป็นยายพาหะนะทางบกเท่านั้น หรือในกรณีรถชนรถเท่านั้น ให้ความคุ้มครองความเสียหายรถคู่กรณีและผู้เอาประกัน ทรัพย์สิน และค่ารักษาพยาบาล แต่จะไม่ได้รับความคุ้มครองในส่วนของรถสูญหายไฟไหม้ และภัยธรรมชาติ เหมาะสำหรับรถยนต์ทั่วไปที่ไม่ค่อยได้ใช้งานหรือรถที่มีอายุมากกว่า 10 ขึ้นไป หรือไม่มีความเสี่ยงเรื่องรถหายหรือไฟไหม้ เช่น รถไม่ได้ติดแก๊สหรือรถที่มีที่จอดรถในบ้านหรือมีที่จอดที่รักษาความปลอดภัยดี

    ตารางเปรียบเทียบความคุ้มครองของประกันแต่ละชั้น

    จากที่กล่าวมานั้นเป็นข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์ ที่อาจมีความคุ้มครองที่แตกต่างกัน โดยจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัท ซึ่งก่อนที่คุณจะเลือกซื้อประกันแต่ละประเภทควรเข้าใจความแตกต่างและเลือกทำประกันที่สอดคล้องกับความต้องการของเจ้าของรถ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงที่มากับการใช้รถได้อย่างเหมาะสม และสำหรับใครที่อยากจะทำประกันรถยนต์แต่ไม่รู้จะปรึกษาใครดี สามารถทักมาสอบถามได้ที่ line @creditok ซึ่งทาง Credit OK มีบริการผลิตภัณฑ์ประกันภัยสำหรับผู้ประกอบการ ที่ได้รวบรวมประกันภัยที่เหมาะสมกับรถของคุณ และสามารถทำประกันออนไลน์ได้ง่ายและไม่ยุ่งยากทาง www.creditok.co/car-insurance

    ผู้ประกอบการธุรกิจสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ SME เพิ่มเติมได้ที่ https://blog.creditok.co/