เจาะตลาดไหนถึงจะปัง Mass Market vs Niche Market

หลาย ๆ คนมักมองหาช่องทางในการเริ่มต้นธุรกิจหรือออกผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจจะไม่ได้วางแผนว่าสินค้าของเราจะไปอยู่ตรงไหน หรือควรทำการตลาดอย่างไร ซึ่งจริง ๆ แล้วการกำหนดกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่ว่าสินค้าจะดีแค่ไหนแต่หากไม่สามารถสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าให้ซื้อสินค้าของเราได้ ก็ไม่มีประโยชน์ ซึ่งในโลกธุรกิจสามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 2 กลุ่มหลัก  คือ ตลาดมวลชน (Mass Market) และตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ผู้ประกอบการควรเลือก”เจาะตลาด”ของกลุ่มลูกค้าของตัวเองให้ถูกต้อง เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้เติบโตอย่างเหมาะสม

ตลาดมวลชน (Mass Market) 

ตลาดที่ผู้ประกอบการผลิตสินค้าที่มีรูปแบบและบริการแบบเดียวกัน เพื่อสนองความต้องการลูกค้าในตลาดทั้งหมด โดยมีกลุ่มลูกค้ากว้างและผู้ขายก็เยอะเช่นเดียวกัน ทำให้ราคาที่ตั้งไม่สามารถจะสูงกว่าคนอื่นได้ จึงต้องทำให้ผู้ประกอบการต้องผลิตสินค้าจำนวนมาก เพื่อให้มีต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำ และใช้เงินลงทุนที่มากเพื่อให้สินค้าหรือบริการเป็นที่รู้จักและมีคนซื้อ ดังนั้น ต้นทุนในการทำการตลาดจึงสูงขึ้นด้วย เช่น สเปรย์แอลกอฮอล์ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้อยู่แล้ว และมีสินค้าหลายยี่ห้อคุณภาพคล้ายคลึงกัน ที่สำคัญคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันก็จะแข่งขันกันที่ต้นทุน วัตถุดิบ ราคา ดังนั้น การตั้งราคาจึงเป็นสิ่งสำคัญในกลยุทธ์ตลาดเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าโดยรวม 

สินค้าอะไรที่เหมาะกับตลาดมวลชน (Mass Market) 

  • สินค้า FMCG (Fast-moving consumer goods) ในกลุ่มอุปโภคและบริโภค ที่ทุกคนใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ เครื่องดื่ม อาหาร หน้ากากอนามัย แต่ก็ไม่ใช่สินค้าในกลุ่ม FMCG ทุกกลุ่มจะอยู่ในกลุ่ม Mass Market ได้
  • แพลตฟอร์ม ที่ใช้กันบ่อย ๆ อย่างเช่น Gmail, Facebook, Lazada, Shopee ฯลฯ

ข้อดีของตลาดมวลชน  (Mass Market)

  • สินค้าขายง่าย มีลูกค้าแน่นอน เนื่องจากเป็นสินค้าในกลุ่มอุปโภคและบริโภค เป็นสินค้าที่ใคร ๆ ก็ใช้กัน จำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่ต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ที่จะทำให้เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้
  • ยิ่งผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำ ยิ่งได้เปรียบ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เหมือน ๆ กัน และมีราคาที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งเมื่อถ้าสินค้าของคุณเป็นที่รู้จัก มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม เมื่อมีลูกค้ามาซื้อเยอะ ก็จะทำให้เราสามารถผลิตได้มาก เมื่อผลิตได้มากก็จะทำให้มีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำลง

ข้อเสียของตลาดมวลชน (Mass Market)

  • การแข่งขันในด้านราคา จนนำไปสู่การตัดราคากันไปมา ซึ่งคุณภาพจะช่วยให้คุณไม่ต้องแข่งกับสงครามราคาได้มากที่สุด ในบางตลาดเช่น เครื่องสำอาง น้ำหอม นาฬิกา หรือ รถยนต์ คุณภาพจะเป็นสิ่งที่กำหนดคู่แข่ง
  • ต้นทุนสูง โดยต้นทุนส่วนใหญ่มักหมดไปกับการทำการตลาดหรือทำให้สินค้าเป็นที่รู้จัก
  • ไม่เหมาะกับการเริ่มต้นธุรกิจด้วยต้นทุนที่ไม่มาก  เหมาะกับผู้ประกอบการที่มีทรัพยากรและงบประมาณเพียงพอที่จะทำโฆษณาหรือการตลาด เพื่อให้เป็นที่จดจำของลูกค้า เพราะสินค้าและบริการในตลาดนี้มีการแข่งขันที่รุนแรงเป็นปกติ 

ตลาดเฉพาะกลุ่ม  (Niche Market)

เป็นการผลิตสินค้าหรือบริการแบบเจาะจงให้กับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เจาะความต้องการเป็นกลุ่มย่อย ๆ ซึ่งอาจจะเป็นลูกค้าที่มีรสนิยมเฉพาะ หรือกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่แล้วในตลาดแต่ยังไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะเป็นตลาดใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นตามสภาพสังคมและรสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไป  แม้จะเป็นตลาดที่มีขนาดเล็ก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเล็กจนไม่สามารถสร้างกำไรได้ ดังนั้น ต้องวิเคราะห์ให้ดีว่าหากเลือกตลาดนี้แล้วจะสามารถอยู่รอด เติบโตหรือสร้างกำไรได้มากน้อยเพียงใด

สินค้าอะไรที่เหมาะกับตลาดเฉพาะกลุ่ม  (Niche Market) 

กลุ่มลูกค้าจะมีความเป็นกลุ่มที่ชัดเจน โดยแบ่งตามประเภทต่าง ๆ เช่น 

  • สินค้า FMCG ในกลุ่มอุปโภคและบริโภค เช่น นมสำหรับคนแพ้แลคโตส สบู่ฆ่าเชื้อโรค โฟมล้างหน้าสูตรไม่มีฟอง เครื่องสำอางที่ผลิตจากธรรมชาติ  ฯลฯ
  • ตลาดเสื้อผ้า เช่น เสื้อผ้ามือสองวินเทจ เสื้อผ้าสำหรับคนท้อง เสื้อผ้าสำหรับสาวไซส์ใหญ่ เสื้อผ้าสำหรับสัตว์เลี้ยง ฯลฯ
  • สินค้าและอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มที่ให้พลังงานต่ำ ขนมสำหรับชาวคีโต ผักปลอดสารพิษ ผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น สินค้าที่ผลิตจากสมุนไพร ฯลฯ
  • แพลตฟอร์ม เช่น JOBBKK สำหรับหางานทั่วประเทศไทย, แคลอรี่ ไดอารี่ แอพช่วยนับและบันทึกแคลอรี่, Money Lover แอพวางแผนรายรับ-รายจ่าย รวมถึง Credit OK แพลตฟอร์มที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ทางการเงินและให้เครดิตในการซื้อขายสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ SME

ข้อดีของตลาดเฉพาะกลุ่ม  (Niche Market)

  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดี กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างใกล้ชิด จึงจะทำให้เกิดการแนะนำหรือการบอกต่อ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักมากขึ้นและได้กลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเดียวกันมากขึ้น
  • ต้นทุนไม่สูงนัก เหมาะกับผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนที่ไม่สูงมากนัก สามารถมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด สื่อสารทางการตลาดได้ง่ายโดยไม่ต้องทุ่มงบไปกับการทำการตลาด
  • คู่แข่งน้อย เนื่องจากตลาดค่อนข้างเจาะจงสำหรับเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ทำให้ให้มีคู่แข่งน้อย จึงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้กลยุทธ์การลดราคาเพื่อการแข่งขัน 
  • สามารถตั้งราคาได้สูงได้ กลุ่มลูกค้าจะให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์และสินค้ามีความพิเศษจากแบรนด์ทั่วไป

ข้อเสียของตลาดเฉพาะกลุ่ม  (Niche Market)

  • เติบโตอย่างจำกัด  เนื่องจากสินค้าหรือบริการนั้นมีลักษณะเฉพาะเจาะจงมาก ผู้ประกอบการจึงต้องรู้จักออกแบบและพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าให้ได้มากที่สุด
  • เสียโอกาสในการพัฒนา การที่มีคู่แข่งน้อยรายจะทำให้ไม่รู้ว่าต้องปรับปรุงธุรกิจในส่วนใดบ้าง ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเสียโอกาสในการพัฒนาตนเองด้วยเช่นกัน 

สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ การทำความเข้าใจตลาดและเลือกกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญต่อธุรกิจ ก่อนที่จะไปให้ความสำคัญกับการทำการตลาด ผู้ประกอบการจะต้องรู้จักตลาดและทำความเข้าใจเพื่อเลือกตลาดให้เหมาะสมกับสินค้าและบริการของธุรกิจของเรานั่นเอง

ผู้อ่านคงมองเห็นรูปแบบและความแตกต่างของตลาดทั้ง 2 แล้วใช่ไหมคะ เมื่อเข้าใจข้อดีข้อเสียแล้ว จากนี้ก็คือหน้าที่ของผู้ประกอบที่จะมองว่าสินค้าหรือการบริการของตัวเองนั้นเหมาะสมกับตลาดไหนมากกว่ากัน  ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยี การสื่อสาร หรือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนั้นสะดวกมากขึ้น ทุกคนสามารถหาสินค้าที่ต้องการได้ไม่ยาก เพียงแค่พิมพ์ไปในอินเตอร์เน็ตเท่านั้นเอง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น

ผู้ประกอบการธุรกิจสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ SME เพิ่มเติมได้ที่ https://blog.creditok.co/