เทรนด์บริโภคมาแรงสายสุขภาพ ระหว่าง Plant-based VS Vegan

ปัจจุบัน”เทรนด์บริโภค”อาหารสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ตอนนี้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการบริโภคอาหารมากมาย หนึ่งในนั้นคือ Plant-based และ Vegan อย่างไรก็ตามผู้คนหันมาใส่ใจรักษาสุขภาพมากขึ้น แต่ก็ไม่ลืมที่จะใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระแสนี้ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง มีการพัฒนาและเติบโตมากขึ้น จึงอาจเป็นโอกาสและช่องทางให้ผู้ประกอบการอาหารเห็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจเกี่ยวกับเทรนด์บริโภคนี้ ซึ่งผู้บริโภคบางกลุ่มก็ยินดีที่จะจ่าย ในราคาที่สูงขึ้นหากเป็นแบรนด์ทางเลือกสุขภาพที่มีความรักษ์โลกหรือใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นผู้บริโภคอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ แล้วธุรกิจของเราควรจะมีกลยุทธ์ในการขายอย่างไรเพื่อที่จะดึงดูดผู้บริโภคในกลุ่มนี้ ไปดูกันเลย

กลุ่มผู้บริโภค

แม้จะดูเหมือนว่าอาหารเพื่อสุขภาพเป็นธุรกิจที่เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่จริง ๆ แล้ว กลุ่มผู้บริโภคอาหารเพื่อสุขภาพกระจายอยู่ในหลายอาชีพและช่วงอายุ มีผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจกับอาหารการกินมากขึ้น ซึ่งก็ไม่ได้เฉพาะเจาะจงแค่กลุ่มคนรักสุขภาพหรือคนที่พยายามควบคุมแคลอรี่อาหารเท่านั้น แต่ทั้งหมดของกลุ่มผู้บริโภค มีเป้าหมายหลักร่วมกันคืออยากมีสุขภาพที่ดีและใส่ใจสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน แม้ว่าตลาดจะยังไม่ได้ใหญ่นัก แต่ถือว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจและมีกระแสแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราจะต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความต้องการต่างกันอย่างไร และเราจะเลือกเจาะกลุ่มลูกค้ากลุ่มไหนดี

Plant-Based คืออะไร ?

Plant-based คือ อาหารที่มาจากพืชอย่างน้อย 95%  เน้นผักผลไม้ ธัญพืช และถั่วเป็นหลัก ซึ่งยังสามารถทานเนื้อสัตว์ได้แต่ก็จะพยายามหลีกเลี่ยง  อย่างเช่น น้ำซุปต้มกระดูก เพียงแต่มีปริมาณน้อยเมื่อเทียบผัก หรือเป็นอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการลดหรือหลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และทานน้ำมันน้อยมาก ๆ 

Vegan (วีแกน) คืออะไร ?

Vegan คือ คือการกินแบบมังสวิรัติในรูปแบบที่เข้มงวดกว่า ที่ไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตใด ๆ ทั้งสิ้น โดยมีหลักว่า งดบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ อย่างเช่น ไข่ ชีส นม เนย น้ำผึ้ง ยีสต์และเจลาติน เน้นรับประทานพืชผักผลไม้ และในเรื่องของใช้ต่าง ๆ ที่ทำมาจากสัตว์ ก็เป็นสิ่งต้องห้ามด้วย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องสำอาง เป็นต้น ดังนั้น โดยการทานวีแกน จะเป็นมิตรต่อสัตว์ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ  

ธุรกิจจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภครู้ถึงความแตกต่าง

ขึ้นชื่อว่าอาหารเพื่อสุขภาพ สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการก็คือการได้รับสุขภาพที่ดี  และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความสะอาด ปลอดภัย ผ่านกรรมวิธีการปรุงที่ไม่มากเกินไปจนสูญเสียคุณค่าทางอาหารเป็นส่วนสำคัญในการทำธุรกิจนี้ นอกจากนี้ก็คือ

  • ทำให้ลูกค้ามั่นใจในความแตกต่างของอาหารว่าเป็น Plant-Based หรือ Vegan ทั้งวัตถุดิบรวมถึงเครื่องปรุงที่ใช้ โดยอาจจะมีการอธิบายเป็นเรื่องราวของร้านว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร หรืออาจทำเป็นคลิปวิดิโอสั้น ๆ สอดแทรกความรู้หลักโภชนาการของอาหารแต่ละชนิด เพื่อแนะนำลูกค้ากลุ่มผู้บริโภคที่เลือกทาน Plant-Based หรือ Vegan โดยทั้ง 2 อย่างนี้มีความคล้ายกันมาก แต่ก็มีข้อแตกต่างกันอยู่
  • ผู้ประกอบการต้องแยกความแตกต่างให้ได้ ใส่ใจและพิถีพิถันในการทำ แม้กระทั่งฉลากของเครื่องปรุงก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรอ่านส่วนประกอบให้รอบคอบก่อน เพราะบางสารอาหารที่มีชื่อเหมือนพืช แต่ถูกสกัดมาจากจากสัตว์ ซึ่งถือเป็นการซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคด้วย
  • รสชาติและปริมาณต่อกล่อง ที่เหมาะสมทั้งในเรื่องสารอาหารที่ครบถ้วน ความหลากหลายวัตถุดิบและรสชาติของอาหาร ถ้าไม่คงที่หรือมีเมนูไม่หลากหลาย ก็อาจจะไม่ดึงดูดใจลูกค้าพอ
  • บรรจุภัณฑ์และแพคเกจจิ้ง การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์และแพคเกจจิ้ง อย่างเช่น มีฉลากบอกให้ชัดเจนว่าเป็นอาหารประเภทไหน หรือมีบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารเป็นสัดส่วนชวนให้ดูน่ารับประทาน ก็ช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้า ให้มีราคาขายต่อกล่องที่สูงขึ้นได้ด้วยเช่นกัน 

การตั้งราคาอาหารของเทรนด์บริโภค

เทรนด์บริโภคอาหารที่กำลังมาในช่วงแรก ๆ อาจมีราคาที่ค่อนข้างสูง ซึ่งวัตถุดิบบางอย่างของอาหาร Plant-based และ Vegan บางอย่างก็มีราคาสูงกว่าปกติ และยิ่งเป็นอาหารเพื่อสุขภาพด้วย ทำให้ต้นทุนอาหาร Plant-based และ Vegan จะสูงกว่าอาหารปกติทั่วไป ซึ่งควรตั้งราคาให้เหมาะกับวัตถุดิบที่เรานำมาใช้ ไม่สูงจนเกิน เป็นระดับราคาที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย เพราะราคา คุณภาพ และรสชาติของอาหาร เป็นตัวแปรสำคัญให้ลูกค้าจดจำ และเลือกที่จะบอกต่อ หรือกลับมาทานอาหารร้านเราอีกหรือไม่ ซึ่งราคาอาหารควรคิดจากค่าต้นทุนวัตถุดิบ ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าจิปาถะต่าง ๆ และที่สำคัญคืออย่าลืมบวกค่าแรงของตัวเองไปด้วยให้คุ้มค่ากับค่าเหนื่อยและความตั้งใจในการทำอาหารเพื่อสุขภาพให้กับลูกค้า

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดอาหาร Plant-based และ Vegan ขยายตัวเพิ่มขึ้น มาจากการขยายตัวของกลุ่มผู้บริโภคด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น เพื่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม หรือต่อสู้เพื่อสิทธิสัตว์  แม้การทำผลิตภัณฑ์แบบ Plant-based และ Vegan จะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้องเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงต่าง ๆ ในการทำ แต่เราก็สามารถทำให้มันง่ายลงได้ ด้วยการศึกษาเยอะ ๆ ปรับตามความเหมาะสม เมื่อเรามีรสชาติอาหารและมีการบริการที่ดี ก็อาศัยการบอกต่อซึ่งจะทำให้มีลูกค้าและมีงานเพิ่มเข้ามาได้เรื่อย ๆ  รวมไปถึงกลยุทธ์ทำการตลาดผ่านทางออนไลน์  เฉพาะเจาะจงผ่านทางสื่อ อินเตอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย ก็ทำให้ได้ฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ผู้ประกอบการธุรกิจสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ SME เพิ่มเติมได้ที่ https://blog.creditok.co/ หรือหากสนใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่น่าสนใจ อย่างเช่น สินเชื่อธุรกิจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://www.creditok.co/