วิธีการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ

ความเสี่ยง (Risk) คือ ความน่าจะเป็นที่จะเกิดเหตุการณ์บางอย่างซึ่งมีผลกระทบทำให้การดำเนินงานของกิจการไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ จึงต้องมีการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้สามารถใช้ควบคุมความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เช่น กิจการของคุณก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม ทำให้ธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อสังคมหรือรับผิดชอบในแง่สวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานที่ได้รับผลกระทบ

“เพราะทุกธุรกิจมีความเสี่ยง” และความเสี่ยงที่เป็นตัวเงินก็เป็นความเสี่ยงที่ไม่ว่าธุรกิจจะขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กก็มีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ การทำประกันธุรกิจ ถือเป็น 1 วิธีในการบริหารความเสี่ยงธุรกิจ หากมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับกิจการ จะทำให้เกิดความเสียหายและส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระยะยาวได้ การทำประกันธุรกิจ เป็นการเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ เพราะอาจเป็นสิ่งที่ส่งผลตรงกับสภาพคล่องของกิจการทันที แล้วการบริหารจัดการความเสี่ยงมีความสำคัญอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย

บริหารหรือยอมรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง (self-insured)  

การบริหารความเสี่ยงด้วยตัวเอง คือ การที่เรายินยอมรับภาระความเสียหายไว้เองหากมีภัยเกิดขึ้น โดยพิจารณาแล้วว่าภัยที่เกิดขึ้นนั้นก่อให้เกิดความเสียหายน้อยมากพอที่จะรับภาระได้ เช่น ร้านอาหารของตัวเองไฟไหม้ หรือความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเงินทุนหมุนเวียนของเรา ซึ่งการที่เราบริหารความเสี่ยงด้วยตนเองก็ควรมีเงินกองทุนไว้ โดยการเตรียมเงินสำรองไว้ประมาณ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เพื่อใช้ในการบริหารจัดการภัยที่จะเกิดขึ้น

ซึ่งเงินสำรองควรเก็บแยกต่างหากจากบัญชีที่ใช้ปกติ เพราะถ้าเก็บเงินสำรองไว้ในบัญชีเดียวกับบัญชีที่ใช้ปกติอาจเกิดความเสี่ยงจากการที่เรายืมเงินตัวเองมาใช้ทำให้เงินที่สำรองไว้อาจมีอยู่ไม่ครบ และควรเก็บไว้ในที่ปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูง เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ 

การถ่ายโอนความเสี่ยงโดยใช้ประกันภัยมาช่วย (Insurance)

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับธุรกิจเปรียบเสมือนว่าการเงินของธุรกิจมีโอกาสรั่วไหลได้ตลอดเวลา การทำประกันจึงเป็นการอุดช่องโหว่ทางการเงินอย่างหนึ่งคุ้มครองเงินที่ธุรกิจหามาได้ เพราะความเสี่ยงบางอย่างมีมูลค่าความเสียหายสูงเกินกว่าความสามารถในการรับความเสี่ยงที่เราจะรับไหว เปรียบเสมือนกับการซื้อความเสี่ยงจากบริษัทประกันภัยผ่านผลิตภัณฑ์ประกันภัย เช่น การทำประกันอัคคีภัย หากเกิดไฟไหม้กิจการ มีค่าเสียหายเกิดขึ้นต่อกิจการและกระทบต่อคนในชุมชนรอบข้าง บริษัทประกันก็จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกิจการ หรือการทำประกันลูกหนี้ หากลูกหนี้เกิดผิดนัดชำระหรือชำระไม่ตรงกำหนด เราสามารถนำหลักฐานการซื้อขายกับลูกหนี้ไปเคลมกับบริษัทประกันได้ ทางบริษัทก็จ่ายเงินให้เราและไปตามหนี้กับลูกค้าให้เอง ทำให้ช่วยลดมูลค่าความเสียหายของธุรกิจที่เกิดขึ้นได้

ซึ่งถ้าหากเราไม่ได้ทำประกันไว้ เราอาจต้องนำเงินก้อนที่ธุรกิจทำมาได้ทั้งปีมาชำระค่าเสียหายหรือถ้าหากไม่มีเงินเพียงพอมามาชำระค่าเสียหาย อาจจะต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายชดเชยค่าเสียหายได้ ซึ่งส่งผลเสียต่อสภาพคล่องของกิจการได้ 

การทำประกันถือเป็นการโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกันมารับผิดชอบค่าเสียหายจำนวนมากแทนเรา จึงช่วยให้เราสามารถจัดการกับมูลค่าความเสียหายจำนวนมากได้ ธุรกิจสามารถฟื้นได้รวดเร็ว เพราะมีเงินประกันมาช่วยทำให้เราไม่ต้องแบกรับภาระเอง ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการบริหารความเสี่ยงวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากนี้ ก่อนจะตัดสินใจทำประกัน ธุรกิจต้องวางแผนในการชำระค่าเบี้ยประกันให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นภาระที่หนักเกินไปต่อกิจการ ทำให้สามารถทำประกันได้อย่างยั่งยืน สำหรับใครที่อยากจะทำประกันธุรกิจ แต่ไม่รู้จะปรึกษาใครดี สามารถทักมาสอบถามได้ที่ line @creditok ซึ่งทาง Credit OK มีบริการผลิตภัณฑ์ประกันภัยสำหรับผู้ประกอบการ ที่ได้รวบรวมประกันภัยที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ และสามารถทำประกันออนไลน์ได้ง่าย ๆ และไม่ยุ่งยากทาง https://www.creditok.co/#insuranceProducts 

ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ SME เพิ่มเติมได้ที่ https://blog.creditok.co/