ทำไมแบรนด์ส่วนใหญ่ ใช้ “สัตว์” เป็นภาพจำของแบรนด์ (Animal marketing)

ทำไมแบรนด์ส่วนใหญ่ ใช้ “สัตว์” เป็นภาพจำของแบรนด์ (Animal marketing)

ทำไมแบรนด์ส่วนใหญ่ ใช้ “สัตว์” เป็นภาพจำของแบรนด์ (Animal marketing)

เคยสังเกตกันไหมคะ ว่าแบรนด์ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ มักจะเลือกใช้ “สัตว์” มาเป็นชื่อแบรนด์ ตราสินค้า มาสคอตหรือทำโฆษณา การใช้สัตว์มาเป็นโลโก้แบรนด์นั้นถือเป็นกลยุทธ์การตลาดรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า “Animal Marketing” เพราะเสมือนเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความเป็นตัวตนของแบรนด์หรือเพื่อสร้างภาพจำให้กับแบรนด์ เพื่อที่จะดึงดูดให้ลูกค้าสนใจให้กับแบรนด์ และเพิ่มความอยากจะรับชม  ยกตัวอย่างเช่น

  • Puma แบรนด์รองเท้ากีฬาระดับโลก เลือกใช้เสือพูมาในโลโก้ เพื่อสื่อถึงความแข็งแรงและกระฉับกระเฉงว่องไว
  • Lamborghini แบรนด์รถซูเปอร์คาร์สัญชาติอิตาลี โดยเลือกใช้วัวกระทิง ในโลโก้ เพื่อสื่อถึงความแข็งแกร่ง ทนทาน เร็วแรง
  • ยาอมแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว เลือกใช้ตะขาบเป็นชื่อแบรนด์และตราสินค้า เพราะมองว่าตะขาบเป็นสัตว์ที่น่าเกรงขาม แถมยังมีพิษ ซึ่งคนจีนเชื่อว่าการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต้องใช้ “พิษล้างพิษ” คล้ายหลักการของเซรุ่ม
  • เต่าบิน  ตู้กดน้ำอัตโนมัติ (Vending Machine) โดยชื่อแบรนด์มีที่มาจากชื่อผู้ก่อตั้งบริษัทฯ มีชื่อเล่นว่า “เต่า” และมีงานอดิเรกคือการ “ขับเครื่องบิน” เมื่อนำมารวมกันก็จะได้ชื่อว่าเต่าบิน อีกทั้งยังเป็นชื่อที่มีเอกลักษณ์ จำง่าย
  • ยาธาตุน้ำขาวกระต่ายบิน  ยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้องที่อยู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาว โดยผู้ก่อตั้งมีภรรยาเกิดปีกระต่าย คิดใช้แบรนด์ตรากระต่ายที่เติมปีก เพราะอยากให้กระต่ายชนะเต่าในนิทานเรื่องเต่ากับกระต่าย
  • แป้งเย็นตรางู โดยมีโลโก้เป็นรูปงูที่ลูกศรปักที่บนหัวงู  เพราะ “งู” เป็นสัญลักษณ์ของ “โรคภัยไข้เจ็บ” ส่วน “ลูกศรที่ปักบนหัวงู” ก็หมายความถึง “การกำจัดหรือฆ่าโรคภัยไข้เจ็บนั้นๆ”  จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการรักษาโรคที่ได้รับความเชื่อถือเรื่องคุณภาพมาอย่างยาวนาน

แล้วอะไรคือเหตุที่ทำให้หลายแบรนด์ถึงเลือกใช้ “สัตว์”  มาเป็นตัวช่วยในการสื่อสารแทนแบรนด์ สร้างสีสัน หรือเติมกิมมิคใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ให้ดูเข้าถึงง่ายมากขึ้น ไปหาคำตอบกันเลยค่ะ

การทำ Animal marketing ให้ลูกค้าพูดถึงต้องร้องอ๋อ!

การทำ Animal marketing ให้ลูกค้าพูดถึงต้องร้องอ๋อ!

การใช้สัตว์มาเป็นโลโก้แบรนด์นั้นถือเป็นกลยุทธ์การตลาดรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า “Animal Marketing” เพราะธรรมชาติของคนเรา มีความรักสัตว์อยู่ในตัว ดังนั้น เวลาเราเห็นสัตว์ที่ต่อให้เป็นสัตว์ป่า ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงอย่างหมาหรือแมว เราก็จะให้ความสนใจ​เช่นกัน จากการวิจัยพบว่า การตลาดที่ออกแบบมาเพื่อเล่นกับอารมณ์ของลูกค้า มีประสิทธิภาพมากกว่าการตลาดปกติ ตัวอย่างเช่น 70% ของลูกค้าที่มีประสบการณ์หรือมีการตอบสนองต่อโฆษณา มีแนวโน้มที่จะทำการซื้อ  ในขณะที่ 71% ของผู้เลือกซื้อ ที่มีความสัมพันธ์หรือมีอารมณ์ร่วมกับแบรนด์นั้น ๆ  มีแนวโน้มที่จะแนะนำสินค้าหรือบริการให้กับผู้อื่นต่อ

ทำให้หลังจากที่ลูกค้าได้เห็นโลโก้สัตว์ของแต่ละแบรนด์แล้ว ลูกค้ามักจะจดจำแบรนด์ของและเริ่มสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง จนใคร ๆ ก็จำได้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ อย่างร้านชานมไข่มุก ที่นิยมนำสัตว์มาเป็นโลโก้ของแบรนด์ อย่างเช่น ชานมเสือพ่นไฟ ชานมหมีพ่นไฟ ชานมสิงโตพ่นไฟ ชานม Bearhouse ที่นำหมีเป็นโลโก้แบรนด์ หรือชานม The Alley ที่นำกวางมาเป็นโลโก้ให้กับแบรนด์ ฯลฯ 

  • แต่ก็ควรระวังในแง่ของกฎหมายเครื่องหมายการค้า การออกแบบโลโก้ที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ 

ซึ่งการใช้กลยุทธ์ Animal marketing มี 4 เหตุผลที่ทำไมหลายแบรนด์เลือกใช้กัน ดังนี้

ประโยชน์จากการใช้สัตว์เป็นโลโก้แบรนด์ในการทำการตลาด

ประโยชน์จากการใช้สัตว์เป็นโลโก้แบรนด์ในการทำการตลาด

1. สร้างภาพจำให้แบรนด์

ตราสัญลักษณ์หรือโลโก้ของธุรกิจเสมือนเป็นภาพจำที่จะทำให้ผู้คนจดจำแบรนด์ของเราได้ เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าของคุณทราบได้ทันทีว่าคุณกำลังทำธุรกิจอะไรอยู่ ในบางครั้งที่เรามีความต้องการใช้สินค้าหรือบริการนั้น ๆ เราอาจที่จะไม่ได้เรียกชื่อแบรนด์ แต่กลับเรียกชื่อของสัตว์ที่โลโก้ของแบรนด์แทน  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพูดถึงแบรนด์ร้านอาหารปิ้งย่าง Bar B Q Plaza คนส่วนใหญ่จะเรียกบาบีก้อน มังกรตัวเขียวที่เป็นโลโก้แบรนด์ก่อนเสมอ  หรือหากคุณโลโก้แบรนด์กาแฟที่เป็นรูปนกแก้ว สิ่งแรกที่จะโผล่ขึ้นมาในหัวของคุณนั้นจะเป็นสิ่งอื่นใดไม่ได้เลย นอกจาก Amazon กาแฟแบรนด์ดังตามปั๊มน้ำมันอย่างแน่นอน

2. สร้างภาพลักษณ์ & คอนเทนต์ให้ต่างจากแบรนด์อื่น

แบรนด์ไหนที่เริ่มก่อนมักจะได้เปรียบเสมอ แต่ถ้าหากไม่ได้เริ่มต้นก่อนนั้น ธุรกิจของคุณก็สามารถเริ่มต้นที่จะสร้างภาพลักษณ์ให้โดดเด่นและแตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน โดยอาจเริ่มจากหาจุดแข็งของแบรนด์และสิ่งที่แตกต่างของแบรนด์ตัวเองที่เหนือกว่าคู่แข่ง แล้วดึงจุดแข็งนั้นมาพัฒนาเป็นโลโก้หรือมาสคอตรูปสัตว์ เพื่อให้โดดเด่นขึ้นจากแบรนด์คู่แข่งในตลาด เช่น หงส์บนโลโก้ Swarovski หมายถึงความสง่างามและความหรูหรา แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณนึกถึงเมื่อคุณนึกถึงแบรนด์เครื่องประดับระดับพรีเมียม  อีกทั้งแบรนด์ยังสามารถนำโลโก้หรือมาสคอตรูปสัตว์ไปใช้สร้างสรรค์ในเชิงคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดียได้อีกด้วย

3. ให้ผู้บริโภคเข้าใจตรงกันง่ายขึ้น

นอกจากการดึงจุดแข็งของธุรกิจออกมาเพื่อพัฒนาเป็นโลโก้แล้ว ธุรกิจควรกำหนดบุคลิกของแบรนด์อะไรคือคุณค่าและเป้าหมายของธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ ว่าอยากสื่อสารถึงความกล้าหาญ เชื่อถือได้ ความเข้าถึงง่าย เป็นมิตรหรือความเงียบสงบ ฯลฯ  โดยอาจเลือกสัตว์ที่มีความหมายแฝงถึงลักษณะของแบรนด์ตัวเอง อย่างเช่น  สิงโต สื่อถึงความน่าเกรงขาม ม้าที่เป็นตัวแทนความสง่างาม จาร์กัว สื่อถึงความโฉบเฉี่ยว รวดเร็วปราดเปรียว หรือกระต่าย แมว สื่อถึงความเป็นมิตรและน่ารัก ซึ่งการที่ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าสัตว์นี้หมายถึงอะไร นั้นก็เพราะเป็นความเข้าใจเชิงสัญลักษณ์ ภาพลักษณ์ รวมถึงภาพจำของแต่ละคน ทำให้แบรนด์ต่าง ๆ มีการใช้สัตว์มาเล่นกับโลโก้ตัวเอง เพื่อสร้างอิมแพ็คของความเข้าใจแบรนด์ลูกค้ามากขึ้น 

4. สร้างปฏิสัมพันธ์ให้กับลูกค้า

เมื่อมีแบรนด์มีโลโก้ที่เป็นสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตแล้ว ก็มีบางแบรนด์ที่เอาโลโก้หรือมาสคอตของตัวเองมาสร้างปฏิสัมพันธ์ (interact) กับลูกค้า เช่น ใช้มาสคอตสัตว์เป็นแอดมินตอบเพจ พูดคุยในระบบ Chatbot หรือหากเจ็บคอ ต้องนึกถึงยาอมตะขาบห้าตัวที่แม่เคยให้เรากิน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนเป็นตัวเชื่อม และสร้างความผูกพันให้กับลูกค้า รวมถึงช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์และการเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น

การนำ “สัตว์” มาใช้เพื่อเป็นภาพจำของแบรนด์นั้นมีประโยชน์มาก เป็นหนึ่งในวิธีที่ธุรกิจสามารถเลือกนำมาใช้ในการสื่อสารทางการตลาดได้ ในการออกแบบโลโก้หรือตราสินค้าของแบรนด์ และใช้เป็นภาพสะท้อนและสื่อความหมายของธุรกิจได้เช่นกัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะในการออกแบบต้องใช้ทั้งความรู้ความเข้าใจที่ซับซ้อน ต้องผ่านการระดมสมองผ่านกระบวนการคิด เพราะสิ่ง ๆ นั้นจะถือเป็นภาพจำของแบรนด์ในระยะยาว

ผู้ประกอบการธุรกิจสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ SME เพิ่มเติมได้ที่ https://blog.creditok.co/