5 ความแตกต่างระหว่างประกันชีวิต VS ประกันวินาศภัย

ทุกคนเคยสงสัยไหมคะ ว่าทำไมเราถึงต้องทำประกันหลาย ๆ ตัว ทำไมถึงไม่มีประกันที่รวมความคุ้มครองตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุไปจนถึงคุ้มครองชีวิต ซึ่งเหตุผลในการทำประกันของใครหลายคนส่วนใหญ่ ก็คือเพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือเป็นการลงทุนให้กับชีวิต เพราะว่าบางคนอยากจะได้หลักประกันในชีวิตของ เพราะว่าสมมติเราเป็นอะไรไปหรือหากเสียชีวิต เราก็ไม่อยากจะทิ้งภาระไว้ให้กับลูกหลานหรือคนที่เรารักที่อยู่ข้างหลังเราใช่มั้ยคะ หากจะลองเริ่มต้นทำประกันแล้ว เราควรมาเริ่มพิจารณาเงื่อนไขที่เหมาะสมกับเราก่อน โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างประกันชีวิต (Life Insurance) และประกันวินาศภัย (Non-life Insurance)

1. ผลิตภัณฑ์ 

  • ประกันชีวิต คุ้มครองสำหรับการเสียชีวิตด้วยโรคหรืออุบัติเหตุ (ทุกกรณี) ซึ่งประกันชีวิตเราจะต้องดูทุนประกันชีวิต หมายความว่าเราตีความว่าถ้าเราเสียชีวิตไปเรามีมูลค่าเท่าไหร่ ซึ่งเกิดจากการประเมินค่าของเรา
  • ประกันวินาศภัย คือ ประกันเหตุการณ์หรือทรัพย์สินบางอย่างที่มีความเสี่ยงที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิต เช่น บ้าน รถยนต์ ไฟไหม้ น้ำท่วม และทรัพย์สินต่าง ๆ ซึ่งอาจะรวมไปถึงความเสี่ยงที่มีผลต่ออุบัติเหตุหรือสุขภาพ

2. การพิจารณารับประกัน

  • ประกันชีวิต  ดูจากเพศ อายุ ประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว ความเสี่ยงต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิต (อาชีพ) และอื่น ๆ อย่างเช่น เพศชาย อายุ 40 ปี กับ เพศหญิง อายุ 40 ปี จะมีค่าเบี้ยประกันที่ไม่เท่ากัน
  • ประกันวินาศภัย ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของสิ่งที่เอาประกันภัย เนื่องจากภัยที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดกับตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะเกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน การสูญเสียอวัยวะ หรือภัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น สุขภาพและความเสี่ยงของโรคประจำตัว ดังนั้นจึงใช้หลักเกณฑ์คำนวณเบี้ยประกันจากสภาพทรัพย์สิน สภาพแวดล้อม หรือแม้กระทั่งคุณสมบัติของผู้เอาประกันมาประเมินมูลค่าและความเสี่ยงต่าง ๆ ด้วย

3. ระยะเวลาที่เอาประกัน

  • ประกันชีวิต โดยทั่วไปมากกว่า 1 ปี ซึ่งอาจจะเป็น 5, 10, 15, 20 ปี หรือตลอดชีพก็ได้ ซึ่งผูกพันในระยะยาว
  • ประกันวินาศภัย เป็นสัญญาระยะสั้น โดยทั่วไปเป็นสัญญาแบบปีต่อปี 

4. การชำระเบี้ยประกัน

  • ประกันชีวิต มีทั้งแบบชำระเบี้ยครั้งเดียวก็ได้ หรือแบบชำระทุก ๆ ปี ขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่กำหนด ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงงวดชำระเป็นรายเดือนหรือทุกไตรมาสก็ได้
  • ประกันวินาศภัย มีทั้งแบบชำระเบี้ยรายเดือนและการชำระเบี้ยรายปี ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์

5. สิทธิในการลดหย่อนภาษี

  • ประกันชีวิต
  • 1) เบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันสุขภาพ

    ที่ทำให้ตัวเองสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท แต่มีเงื่อนไข ดังนี้

    • ต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
    • เบี้ยประกันสุขภาพ ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาท 
    • หากมีเงินคืนระหว่างสัญญา เงินคืนสะสมต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันภัยชีวิตรายปี

    2) เบี้ยประกันชีวิตของประกันแบบบำนาญ

    ที่ทำให้ตัวเองสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท และไม่เกิน 15% ของเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษี* 

    *เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ กบข. เงินที่ลงทุนในกองทุนรวม RMF และเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

    • กรณีไม่มีเบี้ยประกันชีวิตตามข้อ 1) สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญไปหักลดหย่อนแทนเบี้ยประกันชีวิตตามข้อ 1) ก่อนได้ ซี่งจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีรวมสูงสุด 300,000 บาท
    • กรณีมีคู่สมรส และทั้งคู่เป็นผู้ชำระเบี้ยสามารถแยกยื่นภาษีในส่วนของเบี้ยประกันชีวิตของประกันแบบบำนาญ เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนในส่วนของตนเองได้สูงสุดคนละ 200,000 บาท7

    • ประกันวินาศภัย ไม่สามารถลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้

    ถ้าหากต้องการความมั่นคงทางการเงิน เราก็ควรมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างประกันภัยติดตัวไว้ เพื่อสำหรับกระจายความเสี่ยง ตอนนี้มีบริษัทประกันจำนวนไม่น้อยที่เสนอแผนประกันหลายรูปแบบและผ่านช่องทางออนไลน์ และทาง Credit OK ก็ผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัยหลากหลายกรมธรรม์ให้ได้เลือกได้ผ่านทาง www.creditok.co ซึ่งประกันออนไลน์มีข้อดีในแง่ความสะดวกขึ้นในการเปรียบเทียบส่วนดีส่วนเสียของตารางกรมธรรม์อย่างละเอียด ช่วยให้ประหยัดเวลา สามารถคำนวณค่าเบี้ยประกันและเลือกแผนประกันให้เข้ากับตัวเรามากที่สุด

    ทั้งนี้บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น แต่ใครจะรู้เรื่องอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง การทำประกันก็คือการป้องกันความเสี่ยงและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดในอนาคตได้

    สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ SME เพิ่มเติมได้ที่ https://blog.creditok.co/

    ที่มา www.oic.or.th